For teens

10 พฤติกรรมเสี่ยง “เสียวฟัน-ฟันผุ”

ใครที่เป็นพนักงานออฟฟิศอาจจะเคยเห็น หรืออาจจะเป็นคนหนึ่งที่หอบหิ้วแปรงสีฟัน และยาสีฟันของตัวเองไปแปรงฟันที่ห้องน้ำ หลังทานอาหารกลางวันเสร็จเป็นประจำ เพราะเชื่อว่าการกำจัดเศษอาหารออกไปจากซอกฟันก่อนที่จะหมักหมมในช่องปากไปตลอดทั้งวัน เป็นวิธีที่ช่วยป้องกันฟันผุ และช่วยให้ฟันแข็งแรงอยู่ตลอดเวลาได้ แต่จริงๆ แล้วการแปรงฟันหลังมื้ออาหาร ดีต่อสุขภาพฟันจริงหรือ แล้วยังมีพฤติกรรมอื่นๆ ที่ทำให้เราเสี่ยงต่ออาการเสียวฟัน และฟันผุอีกหรือไม่ Sanook! Health หาคำตอบมาให้แล้วค่ะ

 

อาการเสียวฟัน

ก่อนอื่นเรามาดูสาเหตุของอาการเสียวฟันกันก่อน เราจะรู้สึกเสียวฟัน เมื่อเราทานอาหาร และอาหารสัมผัสถูกเนื้อฟัน ทำให้น้ำในท่อเนื้อฟันขยับตัวไปกระตุ้นเส้นประสาท

 

สาเหตุของอาการเสียวฟัน

- สูญเสียชั้นเคลือบฟัน

- มีฟันผุ สึก กร่อน แตก หรือร้าว

- เหงือกร่น ทำให้รากฟันโผล่

 

ฟันผุ

เราจะมีฟันผุ ก็ต่อเมื่อมีเชื้อแบคทีเรียเข้าไปสะสมอยู่ในซอกฟัน โดยเฉพาะแบคทีเรียที่ย่อยแป้ง และน้ำตาล ที่เมื่อทำการย่อยแล้วจะเกิดกรดที่สามารถทำลายผิวเคลือบฟันได้ เมื่อผิวเคลือบฟันถูกทำลาย ฟันจะถูกกรดทำร้าย และมีเชื้อแบคทีเรียเข้าไปสะสมเพิ่มขึ้น จนทำให้ฟันกลายเป็นสีน้ำตาลเข้ม กลายเป็นรู และหากปล่อยไว้นานไม่รีบรักษา อาจทำให้เกิดอาการปวดฟัน รากฟันถูกทำลาย จนอาจสูญเสียฟันไปได้

 

สาเหตุของฟันผุ

- สภาพของฟันแต่ละคนที่ไม่เหมือนกัน บางคนที่ฟันมีชั้นเกลือแร่บางกว่าคนอื่น อาจจะเสี่ยงฟันผุมากกว่าคนอื่น เพราะทนต่อกรดได้น้อยกว่า

- เชื้อแบคทีเรียสะสมมาก จนเกิดเป็นคราบหินปูน ที่หลั่งกรดออกมาทำลายผิวเคลือบฟัน


- การสะสมของเศษอาหาร โดยเฉพาะอาหารประเภทแป้ง และน้ำตาล

- โรคประจำตัวที่มีผลต่อการทำงานของต่อมน้ำลาย เช่น โรคเบาหวาน

- ยาบางชนิดที่มีผลข้างเคียง ทำให้น้ำตาลน้อยลง ปากแห้ง คอแห้ง เช่น ยาแก้แพ้ ยาต้านซึมเศร้า

เมื่ออ่านแล้วจะพบว่า ผิวเคลือบฟันเป็นสิ่งสำคัญมาก เพราะหากผิวเคลือบฟันถูกทำลายไป ก็จะทำให้เกิดอาการเสียวฟัน หรือฟันผุได้

 

แปรงฟันไม่ถูกวิธี ทำให้ฟันไม่สะอาด

แปรงฟันแรงเกินไป ทำให้เหงือกร่น รากฟันโผล่ จนทำให้เกิดอาการเสียวฟัน

ทานอาหารที่มีส่วนประกอบของแป้ง และน้ำตาล แล้วไม่บ้วนปาก ไม่ดื่มน้ำตาม

แปรงฟันน้อยกว่า 2 ครั้งต่อวัน (หลังตื่นนอน-ก่อนนอน)

แปรงฟันหลังทานอาหารทันที ทำให้ผิวเคลือบฟันถูกทำลาย

 

ขอขอบคุณ

ข้อมูล : ทพญ. ศันสนีย์ ตีระลัภนานนท์ งานทันตกรรม คณะแพทย์ศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัย