For teens

16 สัญญาณมะเร็งร้าย ที่ผู้หญิงมักจะละเลยจนเกือบสายเกินแก้

โรคมะเร็ง หากตรวจเจอได้ในระยะต้น ๆ โอกาสในการรักษาก็จะมีมากขึ้น แต่ที่ร้ายก็คือสาว ๆ ส่วนใหญ่ มักจะไม่ทันสังเกตว่าตัวเองมีสัญญาณเตือนโรคมะเร็งร้ายอยู่กับตัว

มะเร็งปากมดลูก มะเร็งเต้านม หรือมะเร็งรังไข่ โรคในตระกูลมะเร็งทั้งหมดนี้เป็นความเสี่ยงที่ผู้หญิงคนไหนก็คงไม่อยากพบเจอ แต่ทั้ง ๆ ที่ไม่มีใครอยากเจ็บป่วยด้วยโรคมะเร็งร้าย ทว่ารู้ตัวไหมคะว่าสาว ๆ เองก็มักจะลืมใส่ใจสุขภาพ เผลอละเลย 16 สัญญาณโรคมะเร็งต่อไปนี้กันอยู่ตลอด

1. เต้านมมีความผิดปกติ

ความผิดปกติที่ว่าก็มีตั้งแต่คลำเจอก้อนที่เต้านม แต่ประเด็นสำคัญคือไม่จำเป็นต้องรอให้ก้อนในเต้านมคลำแล้วรู้สึกเจ็บ แต่เมื่อใดที่คลำเจอก้อนเนื้อในเต้านมก็ควรไปพบแพทย์โดยทันที

อีกทั้งยังควรสำรวจว่าเต้านมมีรอยบุ๋มหรือรอยยุบหรือไม่ สีของเต้านมไม่สม่ำเสมอกันหรือเปล่า หรือหัวนมบวม สีของหัวนมเป็นสีชมพูจัด สีแดงเข้ม หรือกดที่หัวนมแล้วรู้สึกเจ็บมาก หากมีอาการดังกล่าวก็ควรต้องสงสัยว่าเป็นสัญญาณโรคมะเร็งเต้านมไว้ก่อน

 

2. ปวดหัวอย่างรุนแรง

ถ้ามีอาการปวดหัวอย่างรุนแรง โดยไม่เคยปวดหัวหนัก ๆ แบบนี้มาก่อน หลายคนอาจคิดว่าโดนไมเกรนเล่นงานเข้าซะแล้ว หรืออาจคิดไปว่าตัวเองเป็นไข้ แต่อีกสิ่งหนึ่งที่อยากให้คิดไว้ด้วยก็คือ อาการปวดหัวรุนแรง และปวดอย่างต่อเนื่อง อาจเป็นสัญญาณเสี่ยงโรคเนื้องอกหรือมะเร็งสมองได้

 

3. ท้องอืด

ที่หลายคนไม่เอะใจในอาการนี้ก็เพราะว่าเรามักจะท้องอืดอยู่บ่อย ๆ โดยเฉพาะในช่วงมีประจำเดือน ทว่าหากหลังจากผ่านพ้นช่วงประจำเดือนมาแล้ว แต่คุณยังมีอาการท้องอืดอยู่ก็ควรต้องระวังให้ดีเลยค่ะ สัญญาณนี้อาจกำลังบอกว่าคุณเป็นมะเร็งรังไข่หรือมะเร็งปากมดลูกในระยะเริ่มต้นอยู่ก็ได้นะ

 

4. ปวดประจำเดือนหนักมาก

ทุกอาการผิดปกติของประจำเดือนเป็นสิ่งที่สาว ๆ ก็ไม่ควรละเลยเช่นกัน โดยเฉพาะคนที่ปวดประจำเดือนหนัก ๆ ชนิดที่ลุกไปทำอะไรไม่ไหว หรือคนที่มีเลือดประจำเดือนมากผิดปกติ ติดต่อกันหลายเดือน เคสเหล่านี้มีความเสี่ยงของโรคมะเร็งปากมดลูก มะเร็งรังไข่ และมะเร็งช่องคลอดเลยทีเดียว

 

5. ไอไม่หายสักที

ผู้หญิงหลายคนไม่เคยคาดคิดว่าเราจะเสี่ยงโรคมะเร็งปอดได้ เนื่องจากไม่ใช่คนที่มีพฤติกรรมสูบบุหรี่ และนี่ก็คือเหตุผลที่ทำให้หลายคนไม่เคยเอะใจกับอาการไอจริงไอจังของตัวเองมาก่อนเลย ทั้งที่จริงแล้วทั้งมลพิษ ฝุ่นควันตามท้องถนน หรือการสูดดมควันบุหรี่จากคนรอบข้าง ก็เป็นปัจจัยสำคัญที่อาจทำให้เราเสี่ยงต่อโรคมะเร็งปอดได้

ฉะนั้นสาว ๆ คนไหนมีอาการไอต่อเนื่อง ไออยู่เรื่อย ๆ ไม่หายสักที พร้อมกับเจ็บหน้าอกในขณะที่ไอด้วย ก็อยากให้ลองไปเช็กสุขภาพกันบ้างเพื่อความสบายใจนะคะ

 

6. ปวดท้องอย่างรุนแรงหรือมีอาการอาเจียนบ่อย ๆ

สมาคมโรคมะเร็งในประเทศสหรัฐอเมริกาได้เปิดเผยว่า อาการปวดท้องก็เป็นสัญญาณหนึ่งที่บ่งบอกถึงการแพร่กระจายของเซลล์มะเร็ง เช่น การแพร่กระจายเซลล์มะเร็งที่รังไข่ หรือมะเร็งกระดูก ยิ่งคนที่มีอาการปวดท้องเรื้อรัง หรืออาเจียนบ่อยจนผิดปกติ

ก็อย่าละเลยสัญญาณสุขภาพเหล่านี้เด็ดขาด

 

7. ป่วยบ่อย

สาว ๆ คนไหนที่ค่อนข้างมั่นใจว่าเราแข็งแรง แต่กลับมีอาการป่วยไข้ออด ๆ แอด ๆ โดยเฉพาะเป็นไข้ตัวร้อน หรือมีอาการอักเสบภายในเป็นประจำ ควรระวังว่าอาการเหล่านี้อาจเป็นสัญญาณของโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวเอาได้

 

8. น้ำหนักลดลงฮวบฮาบ

หากจู่ ๆ น้ำหนักก็ลดลงเกินกว่า 5 กิโลกรัม ก็อย่าเพิ่งเริงร่ากันนะคะสาว ๆ เพราะอาการน้ำหนักลดลงอย่างผิดปกติเช่นนี้สามารถบ่งชี้ความเสี่ยงของโรคมะเร็งได้หลายชนิด ไม่ว่าจะเป็นมะเร็งกระเพาะอาหาร มะเร็งปอด มะเร็งตับอ่อน หรือมะเร็งในหลอดอาหารเลยทีเดียว และอย่าเข้าใจไปเองว่าที่น้ำหนักลงเพราะเราเครียด หรือนอนไม่พอ โดยเฉพาะคนที่กินอาหารในปริมาณเท่าเดิม ใช้ชีวิตแบบเดิม ๆ แต่น้ำหนักกลับลดลงเร็วเว่อร์อย่างนี้ บอกเลยว่าเป็นสัญญาณที่ไม่ดีอย่างที่คิด

 

9. เลือดออกหลังวัยหมดระดู (Postmenopausal bleeding)

ภาวะเลือดออกหลังวัยหมดระดูเป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้ามเป็นอย่างมาก และอย่ามองว่าเป็นความผิดปกติของฮอร์โมนที่แปรปรวนเท่านั้น เพราะนี่อาจหมายถึงสัญญาณเบื้องต้นของมะเร็งปากมดลูกก็ได้

ดังนั้นหากพบว่ามีเลือดออกในช่วงที่หมดประจำเดือนไปแล้ว ควรรีบไปพบแพทย์เพื่อตรวจเช็กอาการโดยทันทีนะคะ เพราะมีรายงานจาก American Cancer Society ที่บอกว่า หากตรวจพบอาการมะเร็งในระยะที่ 1 ได้ทัน และเซลล์มะเร็งยังไม่แพร่กระจายไปตามส่วนต่าง ๆ โอกาสหายจากมะเร็งก็มีสูงถึง 88% เลยทีเดียวค่ะ

 

10. ไฝบนผิวหนังเปลี่ยนไป

สำหรับสาว ๆ ที่มีไฝอยู่บนผิวหนัง ก็อยากให้สังเกตไฝของคุณสักหน่อยว่ามีลักษณะแปลกไปจากเดิมหรือเปล่า เช่น เม็ดไฝมีขนาดใหญ่ขึ้น สีเข้มขึ้น ซึ่งอาจเป็นสัญญาณเตือนของโรคมะเร็งผิวหนังได้เช่นกัน แต่ถ้าอยากให้ชัวร์ก็ควรไปตรวจกับแพทย์โดยตรงนะคะ

 

11. เจ็บคอเรื้อรัง

อาการเจ็บคอเป็นความเจ็บป่วยเบสิกที่ทำให้หลายคนไม่คิดจะใส่ใจ บ้างก็คิดว่าเป็นหวัด หรือมีอาการอักเสบธรรมดา แต่เพราะละเลยแบบนี้นี่แหละค่ะจึงทำให้ไม่เคยฉุกคิดว่า อาการเจ็บคอเป็นสัญญาณของโรคมะเร็งได้ โดยอาจบ่งชี้ว่าเป็นมะเร็งลำคอ หรือมะเร็งกล่องเสียง ฉะนั้นหากไม่อยากเสียใจเพราะรู้ไม่ทันโรคมะเร็งเหล่านี้ ก็อย่าละเลยอาการเจ็บคอของตัวเองดีกว่า

 

12. พุงป่อง รู้สึกเหมือนอ้วนขึ้น

ความอ้วนอาจไม่เข้าใครออกใครก็จริง แต่ถ้าคุณรู้สึกว่าตัวเองก็ไม่ได้รักการกินไปมากกว่าที่เคยเป็น แต่กลับมีพุงป่อง ๆ พร้อมกับน้ำหนักตัวที่เพิ่มขึ้นอย่างไม่รู้ที่มาที่ไป อีกทั้งยังมีอาการท้องอืดอยู่บ่อย ๆ แม้จะไม่ใช่ช่วงที่เป็นประจำเดือนก็ตาม เคสนี้อาจแปลได้ว่าคุณมีสัญญาณของโรคมะเร็งรังไข่อยู่ก็ได้

13. เบื่ออาหาร รู้สึกอิ่มตลอดเวลา

ใครที่รู้สึกอิ่มอยู่ตลอดเวลา ไม่ค่อยนึกอยากจะกินอาหารสักเท่าไร อย่าเพิ่งดีใจว่านี่เป็นโอกาสในการลดน้ำหนักของเรา แต่ให้สงสัยและไปตรวจเช็กความเสี่ยงโรคมะเร็งรังไข่ด่วนเลย

 

14. หน้าบวม

เราส่องกระจกกันทุกวัน วันละหลายเวลาจนบางทีก็ลืมสังเกตการบวมของใบหน้ากันไปบ้าง และหากสังเกตเห็นว่าเรามักจะมีอาการหน้าแดงจัด (เหมือนเลือดขึ้นหน้า) หรือแก้มบวม ๆ หน้าบวมผิดปกติ พร้อมด้วยอาการหายใจไม่สะดวก หรือหายใจได้สั้นลง สัญญาณนี้อาจบ่งชี้อาการของโรคมะเร็งปอดในระยะเริ่มต้นได้ เพราะปอดมีเซลล์เนื้องอกมาขัดขวางการไหลเวียนของอากาศและเลือด จึงอาจทำให้มีการคั่งของสารคัดหลั่งและเลือดบนใบหน้าเราได้นั่นเอง

 

15. เล็บเปลี่ยนสี

นี่ก็เป็นอีกความละเลยที่สาว ๆ หลายคนเผลอทำไปโดยไม่รู้ตัว โดยเฉพาะคนที่ทาเล็บหรือแต่งเล็บเป็นประจำ อาจไม่ทันสังเกตสีเนื้อเล็บของตัวเองว่าผิดปกติไปบ้างหรือเปล่า ฉะนั้นต่อไปนี้พยายามหมั่นสังเกตเล็บตัวเองบ้างนะคะ เพราะหากเล็บมีสีคล้ำขึ้น สีเข้มเกินปกติ อาจบ่งบอกได้ถึงความเสี่ยงโรคมะเร็งผิวหนังได้เลย

 

16. ปวดหลัง

โดยเฉพาะหลังส่วนล่างด้านขวา อาจเป็นสัญญาณของโรคมะเร็งเต้านม หรือมะเร็งตับได้ ฉะนั้นสาว ๆ ที่มักจะมีอาการปวดหลังส่วนนี้เป็นประจำ ก็ต้องคิดเผื่อด้วยว่าเราอาจจะมีความเสี่ยงโรคร้ายแรงที่มากกว่าแค่อาการออฟฟิศซินโดรมหรือเปล่า

อย่างไรก็ตาม เราไม่ได้แนะนำให้ทุกคนตื่นตระหนกกันเกินไป ทว่าหากเราจะเพิ่มความใส่ใจต่อร่างกายและสุขภาพตัวเองให้มากขึ้น ก็น่าจะเป็นผลดีกับตัวเรามากกว่า เพราะอย่าลืมว่า โรคร้ายอย่างมะเร็ง หากตรวจพบโรคได้เร็วเท่าไร โอกาสในการรักษาให้หายจากโรคมะเร็งก็ย่อมมีมากขึ้นเท่านั้นนะคะ

 


ข้อมูลจาก : คณะแพทยศาสตร์ ศิริราชพยาบาล