Forteens

เลี้ยงลูกด้วยเหตุผลอย่างเดียวไม่พอ

ผู้ใหญ่พูดห้ามเถียง เวลาผู้ใหญ่นั่งจะส่งของให้ไม่ควร ยืนค้ำศีรษะ เด็กดีต้องอ่อนน้อมและเชื่อฟังผู้ใหญ่ หรือเมื่อตอนพ่อแม่เป็นเด็ก จำได้ว่า ถ้าทำผิดไม่ว่า กรณีใด ๆ จะถูกลงโทษโดยการตีทุกครั้ง ซึ่งพ่อแม่จะเรียนรู้ว่าการลงโทษแบบนี้ ทำให้จำได้ว่าไม่ควร ทำผิด และทำให้เป็นคนดีได้ แต่จะมีพ่อแม่บางคนที่มีรอยบาดแผลทางใจฝังรอแน่นอยู่ภายใต้จิตใจ จะ มีพฤติกรรมของการเลี้ยงลูกค่อนข้างตรงข้ามกับเหตุการณ์หรือบาดแผลทางใจที่ตนได้รับมา เช่น ในวัย เด็กเคยถูกห้ามโดยกฏข้อบังคับต่างๆ ทำให้ตนเองสะสมคับแค้นมาก พอมีลูกก็จะปล่อยให้อิสระแก่ลูก อย่างเต็มที่ หรือในชีวิตมีแต่ความอดอยาก อยากได้ของเล่นสักชิ้นก็ไม่เคยได้ พอตนเองมีลูก ก็จะ ปรนเปรอ โดยซื้อหาของเล่นนานาชนิดมาให้ลูก บางครั้งลูกไม่ได้เรียกร้องในสิ่งนี้ แต่จากการที่ ตนเองเคยอยากได้ จึงคิดว่าลูกต้องอยากได้

ทุกวันนี้ การเลี้ยงดูลูกเปลี่ยนแปลงไป เนื่องจากพ่อแม่เริ่มมีการศึกษามากขึ้น หลาย ๆ ครอบครัว จะเปิดตำราเป็นเครื่องมือช่วยเลี้ยงลูก และอีกหลาย ๆ ครอบครัวจะเลี้ยงลูกจากตำรา ที่ตนเคยศึกษามา หรือเลี้ยงลูกตามผลการศึกษาวิจัยที่ผู้ศึกษาสรุปไว้ ซึ่งตารางและผลการศึกษาวิจัยต่าง ๆ นั้น มีการสอนที่ดี และถูกต้อง แต่ผู้นำมาใช้จะมีความสามารถนำมาใช้ได้ถูกต้อง ครบถ้วนอย่างไรนั้นเป็นสิ่งที่ควรคำนึงถึง

ไม่ว่ายุคใด สมัยใด การเลี้ยงลูกจะมีเป้าหมายเหมือนกันคือ ต้องการให้ลูกเป็นคนดี สมบูรณ์ ทั้ง ร่างกายจิตใจ มีอาชีพพึ่งตนเองได้ สุดท้ายพ่อแม่พึ่งได้ แม้ในยุคปัจจุบันจะมีเป้าหมายการเลี้ยงดูที่เหมือน ๆ กันดังกล่าว แต่วิธีการเลี้ยงดูที่ทำให้ผลของการเลี้ยงดูปรากฏออกมาที่พิจารณาแล้วว่า น่าจะเป็นพฤติกรรมของเด็กที่เป็นปัญหา อันมาจากการเลี้ยงดูของพ่อแม่ ซึ่งจะมีตำรา และมีบทความมากมายที่เขียนสนับสนุน ว่า การเลี้ยงดูลูกนั้นควรเลี้ยงลูกแบบมีเหตุผล จะทำให้ลูกเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่ดีและรู้จักคิด พ่อแม่จึงเลี้ยง ลูกแบบมีเหตุผล พูดคุยและสอนลูกให้มีเหตุผลตั้งแต่เด็กเริ่มรู้ความและจะสอนมาตลอดว่า ก็หนูทำอะไร ลงไป หนูจะต้องบอกเหตุผลได้ว่า เพราะอะไร ทำไมจึงทำเช่นนั้น แต่เมื่อลูกบอกแล้วว่าเขามีเหตุผลที่ ทำไปเช่นนั้นอย่างไร พ่อแม่จะรับทราบในเหตุผลของลูก และยอมจำนนต่อเหตุผลนั้นทันที เนื่องจากลูกบอกเหตุผลแล้ว ตามที่ตนเคยสอนไว้ โดยที่ไม่ได้คิดต่อไปว่าเหตุผลที่ลูกบอกนั้น ถูกต้องและเหมาะสม ผิดหรือถูกอย่างไร ? เนื่องจากผู้เป็นพ่อแม่เคารพในสิทธิของลูกจนเกินไป จึงต้องยอมรับและรับทราบในเหตุผลของ ลูกตามที่ตนเองสอนไว้เช่นนั้น ในสิ่งเหล่านี้ ผู้เป็นพ่อแม่จึงไม่มีการชี้แจงให้ลูกได้รับทราบ ว่าเหตุผลที่ ลูกบอกนั้นผิดหรือถูกอย่างไร พ่อแม่จะรับทราบและยอมรับเหตุผลที่ลูกบอกเพียงอย่างเดียว ตัวอย่างเช่น ลูกเล่นลิปสติกแท่งใหม่ราคาแพงของแม่ แม่จะดุไม่ให้ลูกเล่น ลูกจะบอกเหตุผลว่า ลูกอยากสวยเหมือน แม่ แม่จึงหยุดคิดว่า อ๋อ! นี้คือเหตุผลของลูก ลูกอยากสวย ลูกจึงเล่นลิปสติก แม่จึงไม่ดุ ไม่ห้ามปราม ซึ่ง กรณีดังกล่าวนี้ เด็กได้กระทำพฤติกรรมที่ล่วงเกินสิ่งของของผู้อื่นโดยไม่ขออนุญาต ซึ่งเป็นมารยาทที่ไม่สมควรกระทำ ผู้เป็นแม่ควรสอนให้ลูกได้รับทราบว่า ” แม่เข้าใจว่าหนูนั้นอยากสวย แต่หนูจะเล่นลิปสติกของแม่หนูควรจะมาขออนุญาตแม่ก่อน ถ้าแม่อนุญาตแล้ว หนูจึงเล่นได้ หนูจะไปหยิบของ ของคนอื่นมา เล่นเช่นนี้ไม่ได้นะคะ ” ถ้าแม่ได้มีการบอกและอธิบายเพิ่มเติมจากเหตุผลที่ลูกให้แล้ว ลูกจะเกิดการเรียนรู้ ว่าการจะไปหยิบของของคนอื่นต้องบอกหรือขออนุญาตเจ้าของก่อน

ในกรณีที่แม่ยอมจำนนต่อเหตุผลแล้วยุติการชี้แจงหรือการสอนที่ถูกต้อง เมื่อลูกออกไป สู่สังคมนอกบ้าน อันได้แก่โรงเรียน ลูกได้กระทำในสิ่งที่สังคมหรือคนอื่น ๆ ยอมรับในเหตุผลของเขาไม่ได้ ความยุ่งยาก ความไม่เข้าใจ การให้อภัยจะไม่มี ก็จะเกิดเป็นความขัดแย้ง ต่าง ๆ มากมาย เช่น ในกรณีเด็กคนหนึ่งไปปีนขึ้นไปบนหลังคารถยนต์ของครูแล้วไถตัวลงมา ครูเรียกมาทำโทษ เด็กไม่พอใจไปฟ้องพ่อ บอกความต้องการของตนเองว่า อยากเล่นเป็นไม้ลื่น พ่อฟังเหตุผลของลูกแล้ว เข้าใจลูกจึงไม่พอใจครู กล่าวหาว่าครูมีอคติกับลูก ลูกมีเหตุผลของเขาว่าต้องการเล่นไม้ลื่น จึงไปไถตัวกับรถยนต์ของครู พ่อไปจ่ายค่าเสียหายให้ครู เด็กคนนี้จะมีปัญหากับเพื่อนบ่อย ๆ ครูต้องเป็นผู้ตัดสิน เด็กมองครูว่าไม่ยุติธรรม ไม่ฟังเหตุผลของเขา

การเลี้ยงลูกด้วยเหตุผล เป็นสิ่งที่ดี แต่การมีเหตุผลไม่ใช่จะต้องยุติตรงที่ลูกบอกเหตุผลแล้วพ่อแม่รับทราบ โดยไม่พิจารณาต่อไปว่า เหตุผลนั้นถูกต้องตามกฎเกณฑ์ของสังคมหรือไม่ เมื่อพ่อแม่ไม่ได้พิจารณาในจุดนี้แล้ว ก็จะไม่มีโอกาสได้สอนลูก ให้รู้จักความถูกต้องตามสมควร ตามสิทธิส่วนตน และสิทธิของผู้อื่น หลักง่าย ๆ ของการสอนลูกคือ สอนให้ลูกรู้จักใช้เหตุผลของตนเองโดยเหตุผลที่เขากระทำไปนั้นจะต้องไม่ทำให้ของเสียหาย หรือทำลายของ และต้องไม่ทำให้ผู้อื่นเดือดร้อน

ท่านผู้อ่านลองนึกวาดภาพการสอนลูกด้วยเหตุผลตามตัวอย่างที่ผู้เขียนกล่าวมาข้างต้น สังคมต่อไปข้างหน้าของเราจะต้องมีบุคคลประเภทที่พูดกันไม่รู้เรื่อง จะนึกแต่ประโยชน์ส่วนตนเป็นส่วนใหญ่มากขึ้น เนื่องจากพ่อแม่ปัจจุบันมีลูกน้อยจะเลี้ยงลูกแบบรักตามใจและใช้เหตุผล ผู้เขียนได้พบกับพ่อแม่ที่เข้าใจพฤติกรรมของลูก และด้วยความรักที่มีต่อลูก ทุกอย่างที่ลูกระทำจะถูกต้องไปหมด พ่อแม่จะไม่ยอมเข้าใจว่า ครูเป็นเช่นไร จะมีความเห็นต่อครู ดังที่ลูกบอกคือ ไม่ยุติธรรม ลำเอียง ทำให้ครูไม่สามารถอธิบายและพูดคุยกับพ่อแม่ได้


 อ. ศิริพร สุวรรณทศ นักสังคมสงเคราะห์ สถาบันสุขภาพจิตเด็กและวัยรุ่น