Forteens

เลี้ยงลูกชายไม่ง่าย

 
เด็กผู้ชายที่ขาดพ่อหรือพ่อไม่เอาใจใส่ไม่มีวันเรียนรู้การเป็นลูกผู้ชายเต็มตัว

 

อยากจะเปรียบเทียบให้เห็นภาพอย่างนี้ค่ะว่า เวลาลูกสาวเข้าสู่ช่วงวัยรุ่น เปรียบดังดอกไม้ผลิบานในฤดูหนาว สดสวยละมุนละไม ในขณะที่ลูกชายเริ่มวัยแรกรุ่นด้วยเสียงที่แตกพร่า แขนขายาวเก้งก้าง ทำตัวออกห่าง พูดด้วยก็ไม่ค่อยฟัง ถามก็ตอบอย่างเสียไม่ได้ ดูไปคล้ายลูกม้าป่าพยศ

 

... ใครมีลูกชายทำใจเสียเถอะค่ะว่า เขากำลังลอกคราบเติบโตอีกขั้นหนึ่ง

 

พอดีได้อ่านหนังสือเล่มหนึ่ง Raising Boys ในเวอร์ชั่นภาษาไทยชื่อ "ลูกชาย เลี้ยงกันยังไงดี" เขียนโดย Steve Biddulph นักจิตวิทยาบำบัดครอบครัวที่มีชื่อเสียงระดับโลก อธิบายให้ฟังว่าทำไม้ทำไมลูกชายถึงเลี้ยงยากเลี้ยงเย็นนัก

 

เขาบอกว่าเด็กผู้ชายในช่วงอายุ 14 ปี เป็นวัยเริ่มปรับตัวเข้าสู่ชีวิตใหม่ โดยทั่วไปแล้วเด็กผู้ชายในวัยนี้จะเติบโตเร็วมาก ระดับเทสโทสเทอโรนหรือฮอร์โมนเพศชายเพิ่มขึ้นสูงสุดกว่า 800 % ฮอร์โมนนี้เป็นมากกว่าฮอร์โมนเพื่อการเจริญเติบโตเพียงอย่างเดียว มันยังมีผลต่ออารมณ์และพละกำลังแม้ว่าเด็กแต่ละคนจะแตกต่างกันไป แต่โดยธรรมชาติแล้วเด็กผู้ชายวัยนี้จะชอบโต้เถียง อยู่ไม่เป็นสุข ขี้หงุดหงิด เอะอะโวยวาย หรือมีพฤติกรรมแย่ๆ เป็นการปรับเปลี่ยนตัวเองเป็นอีกคนหนึ่ง (หรือเป็นความพยายามที่จะเติบโตเป็นผู้ใหญ่) มีการต่อสู้ภายในตัวเอง ต้องการการผจญภัย เผชิญความท้าทาย เรียนรู้สิ่งแปลกใหม่ และเรียนรู้ทักษะเพื่อการอยู่รอด

 

ถึงวัยนี้ลูกชายมักไม่ค่อยทำกิจกรรมร่วมกับแม่ ส่วนกับคุณพ่อบางคนก็ทะเลาะเบาะแว้งกับพ่ออย่างหนัก เพราะพ่อเองก็พยายามที่จะให้ลูกอยู่ในกรอบ ในขณะที่ธรรมชาติของเด็กผู้ชายวัยแรกรุ่นต้องการทดสอบขีดจำกัดของเขา

 

วิธีควบม้าพยศ

การใช้วิธีเข้มงวด บังคับด้วยกำลังไม่อาจกำราบลูกม้าป่าพยศนี้หรือคุมขังเขาไว้ได้ ไม่ช้าเขาก็จะแหกคอกไปเป็นอิสระตามสัญชาตญาณเรียกร้องภายใน

 

เชื่อกันว่าช่วงเวลาในการเลี้ยงดูลูกชายที่เสี่ยงต่อความล้มเหลวมากที่สุดคือในช่วงวัยนี้ละค่ะ ฝันร้ายของพ่อแม่ที่มีลูกชายวัยรุ่น ก็คือกลัวลูกจะไปทำอะไรที่เป็นเรื่องเสี่ยง กินเหล้า ติดยา ฯลฯ พฤติกรรมเช่นนี้เกิดขึ้นได้หากพ่อแม่ไม่ได้หาช่องทางให้ลูกชายได้ระบาย พลัง ที่อัดแน่น หรือความเป็นผู้ชายออกมา ไม่เปิดโอกาสให้เขาได้แสดงความเป็นฮีโร่ ความเก่งกล้าสามารถในทางที่สร้างสรรค์ เพราะฉะนั้น เราต้องเปิดโอกาสให้เด็กผู้ชายได้ออกกำลังกายให้มากๆ และสอนเขาให้ควบคุมตัวเองไม่ให้ใช้กำลังรุนแรงกับเพื่อนหรือเด็กผู้หญิง เรื่องเหล่านี้พ่อแม่ควรให้ความใส่ใจมากกว่าไปจำจี้จ้ำไชเรื่องการเรียนเพียงอย่างเดียว

 

หนังสือ Raising Boys ได้บอกเล่าไว้ว่า ลูกชายวัยรุ่นต้องการที่ปรึกษาซึ่งเป็นผู้ใหญ่ที่เขาไว้ใจพูดคุยด้วยได้ เอาใจใส่ ช่วยให้เขาได้เรียนรู้และเข้าใจโลกกว้าง จงแสดงความรักความห่วงใย ขณะเดียวกันก็ต้องพร้อมที่จะปล่อยให้เขาเป็นอิสระ

 

หากแม่ยังปฏิบัติต่อลูกชายราวกับว่าเขายังเด็กอยู่ ไม่ปล่อยให้ลูกชายได้เข้าร่วมกลุ่มสังคมกับพวกผู้ชายด้วยกัน จะทำให้เขาไม่สามารถเติบโตเป็นผู้ใหญ่และเป็นผู้ชายเต็มตัว ในทางตรงกันข้ามหากพ่อแม่หรือครูปล่อยปละละเลย หรือมองเด็กผู้ชายในแง่ร้ายแล้วละก็ เขาจะรู้สึกภูมิใจที่ทำให้ผู้ใหญ่หัวหมุนได้ พร้อมกับสร้างปัญหาอื่นๆ ตามมา

 

เลี้ยงลูกชายให้เป็นผู้ชายเต็มตัว

โลกยุคนี้ไม่ต้องการผู้ชายที่สามารถต่อสู้กับกระทิงอีกแล้ว พ่อแม่จำเป็นต้องส่งเสริมให้ลูกได้ใช้พลกำลังและความสามารถไปในทิศทางใหม่ๆ เพิ่มทักษะด้านภาษาและความรู้สึก เป็นผู้ชายที่มีความยืดหยุ่นพอที่จะเรียนรู้ทักษะหลายๆ แขนง ทักษะในการเข้าสังคม ทักษะในการแก้ปัญหาอย่างเหมาะสม อาทิ วิธีคาดคะเนความรู้สึกของผู้อื่น อ่านภาษากายของผู้อื่น วิธีผูกมิตร เข้าไปเล่น ทำความรู้จัก หรือพูดคุยกับผู้อื่นอย่างเหมาะสม วิธีสังเกตและควบคุมอารมณ์ของตัวเอง เช่น รู้ตัวว่าโมโหและเดินออกจากสถานการณ์นั้น รวมทั้งสอนให้รู้จักจัดระเบียบชีวิต

 

อย่าลืมสร้างความมั่นใจให้ลูกชายด้วยคำชม เขากลัวการเป็นตัวตลกหรือถูกหัวเราะเยาะ เลยพยายามทำท่าวางโตและมักแสดงอาการก้าวร้าวเพื่อปกปิดความรู้สึกไม่มั่นคงของตนเอง เด็กผู้ชายที่ไม่เคยได้รับคำชมหรือการให้เกียรติ จะแสดงความก้าวร้าวออกมาเพื่อทำให้คนอื่นรู้สึกแย่ (ก่อนที่คนอื่นจะทำให้เขารู้สึกแย่) แต่เด็กผู้ชายที่ได้รับการดูแลเอาใจใส่จากพ่อแม่สามารถรับมือกับสถานการณ์แบบนี้ได้ดีกว่า เพราะเขาไม่เกรงกลัวว่า ความเป็นลูกผู้ชายของเขาจะถูกท้าทาย

 

พ่อแม่จำเป็นต้องสอนลูกชายให้มองผู้หญิงว่าเป็นมนุษย์เท่าเทียมกัน สอนให้รู้จักเห็นใจผู้หญิง และสอนให้เป็นคู่รักที่ดี คุณแม่ช่วยอธิบายให้ลูกชายเข้าใจว่า ผู้หญิงชอบผู้ชายที่มีคุณสมบัติอย่างไร เช่น มีน้ำใจ ให้เกียรติผู้หญิง มีอารมณ์ขัน ฯลฯ

ลูกชายวัยรุ่นกับเซ็กซ์

เซ็กซ์และความก้าวร้าวมีความเชื่อมโยงกัน มีสมองส่วนกลางและฮอร์โมนกลุ่มเดียวกันเป็นตัวควบคุม ฮอร์โมนเทสโทสเทอโรนที่พุ่งพรวดกระตุ้นความรู้สึกทางเพศของลูกชายวัย 13-14 ปีให้ตื่นตัว เขามักมีความรู้สึกต้องทางเพศสูงและเริ่มมีจินตนาการกับผู้หญิงที่มีตัวตนจริง มักสำเร็จความใคร่ด้วยตัวเอง แต่ดูเหมือนว่าพ่อแม่ไม่ค่อยรู้สึกถึงความเปลี่ยนแปลงภายในนี้นัก บางครั้งก็ไม่สามารถให้คำปรึกษาได้ ผลลัพธ์ก็คือ เด็กหนุ่มมักพกพาความสงสัยเต็มหัวใจ และเขาจะไปเรียนรู้จากเพื่อนและสื่อทั้งในเรื่องของการมีเพศสัมพันธ์ และทัศนคติ ค่านิยมในเรื่องเพศ

 

เพราะเด็กผู้หญิงโตเร็วกว่า และเด็กผู้ชายวัยนี้ขาดความมั่นใจ ทำให้เด็กผู้ชายอาจจะปฏิบัติต่อเพศตรงข้ามอย่างไม่เหมาะสม เช่น จับกลุ่มพูดแซว เป็นการข่มเพศหญิง ซึ่งหากพ่อแม่ผู้ใหญ่ได้พูดคุย สอนให้ลูกมีความมั่นใจสักนิดบวกกับสอนเรื่องทักษะในการเข้าสังคม ก็จะทำให้เกิดความสัมพันธ์ที่งดงามระหว่างสองเพศนี้ได้

 

ควรสอนถึงความแตกต่างระหว่าง ความชอบ ความรัก และความใคร่ ไม่ชักนำให้ความสัมพันธ์ของเด็กๆ เป็นไปในเชิงรักๆ ใคร่ๆ

 

... อ่านหนังสือเล่มนี้จบแล้ว แม้จะเห็นว่าต้องลงแรงกันมากสักหน่อย แต่รับรองว่าไม่เสียแรงเปล่า คุณจะได้ชายหนุ่มที่เป็นลูกผู้ชายเต็มตัวไว้ชื่นชมค่ะ

 

(ข้อมูลจากหนังสือ Raising Boys ลูกชาย เลี้ยงกันยังไงดี สำนักพิมพ์รักลูก)

 

ลูกชายวัยรุ่นต้องการพ่อ

เด็กผู้ชายที่ไม่มีพ่อ พ่อไม่เอาใจใส่ หรือไม่ค่อยมีโอกาสใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับพ่อหรือผู้ชายที่มีวุฒิภาวะแล้วละก็ เขาจะไม่มีวันเรียนรู้ถึงการเติบโตเป็นลูกผู้ชายอย่างเต็มตัว เขาอาจพูดไม่เป็น ขาดมุมมองหรือวิธีจัดการกับความรู้สึกของตัวเอง เพราะว่าเขาไม่เคยเห็นแบบอย่างมาก่อน จึงไม่เคยเรียนรู้ที่จะ

 

- รับมือกับสถานการณ์ขัดแย้งด้วยอารมณ์ขัน

- พูดคุยกับผู้หญิงอย่างเป็นธรรมชาติ และไม่มีอคติทางเพศ

- แสดงความโศกเศร้า เสียใจ ชื่นชม หรือกล่าวคำขอโทษ

- แสดงความก้าวร้าวเมื่อต้องการให้คนอื่นสนใจ

- มีพฤติกรรมและความสนใจเล่นแบบเด็กผู้ชายในระดับเกินปกติ ใช้กำลัง เล่น ผาดโผน เสี่ยงอันตราย

- แสดงพฤติกรรมสุดขั้ว เช่น ด่าทอ วางโต โอ้อวด

- มีทัศนคติและท่าทีดูถูกผู้หญิง เกย์ หรือคนที่มีฐานะทางสังคมต่ำกว่า

 

แม่ที่เลี้ยงลูกชายตามลำพังควรมองหาบุคคลที่จะมาเป็นแบบอย่างให้กับลูกชาย ซึ่งในครอบครัวแบบเก่าที่มีพี่ป้าน้าอาอยู่ใกล้ชิด จะช่วยดูแลเด็กผู้ชายที่ขาดพ่อได้มาก

ที่มา:  จาก: นิตยสาร Teen, Kids & Family