Forteens

สุขภาวะทางใจเด็กไทย เริ่มต้นที่บ้าน สานต่อที่ครู

ครอบครัวเป็นพื้นฐานที่สำคัญที่สุดสำหรับเด็ก และเยาวชน ผู้ที่จะเป็นกำลังสำคัญของชาติในอนาคต หากครอบครัวขาดความอบอุ่น ขาดความรัก และการดูแลเอาใจใส่

ก็จะส่งผลต่อพฤติกรรมต่างๆ ของเด็กในทางที่ไม่ดี ที่จะติดตัวไปจนโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่

ปัญหาที่เกิดขึ้นกับครอบครัวในสังคมไทยปัจจุบันจึงจำเป็น ที่จะต้องได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วน "โครงการพัฒนาเครือข่ายครอบครัวสุขภาวะในโรงเรียน" ซึ่งเป็นแนวคิดและองค์ความรู้ของ "มูลนิธิเครือข่ายครอบครัว" โดยการสนับสนุนของสำนักงานกองทุนสนับสนุน การสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) จึงเกิดขึ้นมาสร้างความเข้มแข็ง ให้กับสถาบันครอบครัวไทย

นายวันชัย บุญประชา ผู้จัดการแผนงานสุขภาวะครอบครัว สสส.เผยถึงการแก้ปัญหาความสุขและความอบอุ่นในครอบครัวที่ลดลงอย่างน่าเป็นห่วงในปัจจุบันว่า "เราต้องกระตุ้นให้คนในสังคมออกมาสร้างกระบวนการเรียนรู้ ในการส่งเสริมครอบครัวด้วยตัวเอง เพราะครอบครัวกำลังเป็นบ่อเกิดของทุกข์ และปัญหาต่างๆ ในสังคมปัจจุบัน ซึ่งพฤติกรรมต่างๆ ของเด็กเกิดขึ้นจากการเลี้ยงดูและสั่งสมจากครอบครัว หากเขาได้รับการเลี้ยงดูอย่างไรก็จะมีการเรียนรู้อย่างนั้น ดังนั้นเด็กที่จะเติบโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่ที่ดีจะต้องมีพื้นฐานครอบครัวที่แข็งแรง"

จังหวัดลำปางเป็นอีกจังหวัดหนึ่งที่ได้ดำเนินกิจกรรมต่างๆ เพื่อสร้างเครือข่ายครอบครัวสุขภาวะในโรงเรียนมาอย่างต่อเนื่อง และจริงจัง โดยมีคณะครูจากโรงเรียนนำร่อง 5 โรง ประกอบไปด้วย โรงเรียนบุญวาทย์วิทยาลัย, ห้างฉัตรวิทยา, ปงแสนทอง, ผดุงวิทย์ (วัดศรีบุญเรือง) และโรงเรียนแม่ก๋งวิทยา ร่วมกันจัดเวทีกระบวนการเรียนรู้ อย่างมีส่วนร่วมเพื่อสร้างความเข้าใจระหว่างผู้ปกครอง เด็ก และครู ทำให้เกิดการปรับเปลี่ยนทัศนคติที่มีต่อกันในทางที่ดีขึ้น สร้างความผูกพัน และอบอุ่นในระหว่างผู้ปกครอง และลูกให้กับคืนมาอีกครั้ง

นางอักษรา ศิลป์สุข หัวหน้าโครงการพัฒนาเครือข่ายครอบครัวสุขภาวะในโรงเรียน จังหวัดลำปาง และครูชำนาญการจากโรงเรียนบุญวาทย์วิทยาลัย กล่าวว่า ที่ผ่านมาเราได้จัดกระบวนการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่าง ผู้ปกครอง ครู และเด็กนักเรียนผ่านกิจกรรม "สานรักบ้าน และโรงเรียน" มาแล้วถึง 32 ครั้ง มีครอบครัวที่เข้าร่วมกิจกรรมมากกว่า 1,000 ครอบครัว

 

"เวทีนี้เป็นการจัดกิจกรรมเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมทั้งพ่อแม่ ผู้ปกครอง ลูก และครู โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อสร้างความเข้าใจ และความสัมพันธ์อันดีระหว่างสมาชิก ในครอบครัว ระหว่างครอบครัวกับโรงเรียน และครอบครัวอื่นๆ โดยร่วมกันค้นหาความทุกข์และความสุขของครอบครัวด้วยกระบวนการแบ่งกลุ่ม โดยแบ่งเป็นกลุ่มพ่อแม่ และกลุ่มลูก ซึ่งทำให้พ่อแม่เข้าใจปัญในการแก้ปัญหา นอกจากนี้พ่อ แม่ ลูก และครู ยังได้ตระหนักถึงการที่จะต้องปรับปรุงตัวเองในด้านต่างๆ เพื่อพัฒนาตนเอง และครอบครัวให้มีความอบอุ่นเข้มแข็ง" คุณครูอักษรากล่าว

 

พระมหาสุทิน สุทิโน ผู้จัดการโรงเรียนผดุงวิทย์เผยว่า ปัญหาครอบครัวส่วนใหญ่ที่พบคือ พ่อแม่ไม่มีเวลาให้ลูก เพราะทุกคนต้องปากกัดตีนถีบเพื่อเอาตัวรอด เมื่อนำพ่อแม่มาร่วมกิจกรรมกันภายในโรงเรียน ได้ก่อให้เกิดการมีส่วนร่วม ซึ่งสามารถช่วยแก้ปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นกับเด็กๆ ได้เป็นอย่างดี

 

ด้าน ครูอรชร พรศิริ และ ครูสิทธิ สะมิระสุทธ์ จากโรงเรียนบุญวาทย์วิทยาลัย ต่างก็เห็นประโยชน์ที่แต่ละฝ่ายได้รับเหมือนๆ กัน ว่าจะได้ผู้ปกครองที่เข้าใจลูก ช่วยให้การสื่อสารระหว่างครู ผู้ปกครอง และเด็กเพิ่มขึ้น ทุกฝ่ายกล้าคุยปรึกษา และเปิดใจถึงปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นกับเด็ก สิ่งสำคัญที่สุดก็คือการสื่อสารระหว่างพ่อแม่ เด็ก และครูดีขึ้น นอกจากนี้ครูก็จะเข้าใจพื้นฐาน และปัญหาของเด็กแต่ละคน และช่วยแก้ปัญหาได้ดีขึ้น

 

"กระบวนการเรียนรู้อย่างมีส่วนร่วมทำให้เกิดการสื่อสารพูดคุย ครูก็เห็นว่าพ่อแม่คิดอย่างไร ลูกคิดอย่างไร พอจบเวทีครูก็เริ่มเข้าใจนักเรียนมากขึ้น พ่อแม่เองก็กล้าคุยกับครูมากขึ้น สิ่งที่เราได้พบคล้ายกันหมด คือแม้กระทั่งเด็กที่เรียนเก่งเอง ก็มีปัญหาเหมือนกับเด็กที่เรียนไม่เก่ง แต่เด็กแทบไม่มีโอกาสได้คุยกับพ่อแม่เลย" ครูธีระพร ทองรอบ จากโรงเรียนห้างฉัตรวิทยากล่าวผล ที่ได้จากกิจกรรมสานรักบ้านและโรงเรียน

 

นายสัมฤทธิ์ รินทร์ศรี คุณพ่อของ ด.ญ.ธมลวรรณ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนบุญวาทย์วิทยาลัยเล่าว่า การเข้าร่วมกิจกรรมทำให้เห็นว่าความคิดพ่อแม่ ความคิดของครู ความคิดของลูก นั้นมันไปกันคนละทาง กิจกรรมนี้จะช่วยจูนแนวทา งของทุกฝ่ายให้เข้าหากัน ทำให้รู้ว่าทุกคนคิดกันอย่างไร หลอมสามส่วนนี้ให้ไปสูจุดมุ่งหมายเดียวกัน

 

"ตอนนี้ลูกก็ปรับตัวเข้ามาหาเรามากขึ้น เข้าใจหน้าที่ตัวเองมากขึ้น เข้าใจพ่อแม่มากขึ้น เราก็เข้าใจวิธีการคิดของเรามากขึ้น เขาเองก็เปิดใจยอมรับความคิดเห็น ของพ่อแม่มากขึ้น สิ่งที่เกิดขึ้นกับตัวเด็กมากที่สุดก็คือ เด็กมีเหตุผลมากขึ้นจากการที่เขาได้รู้ว่าทุกๆ สิ่งที่เราทำนั้นเราทำเพื่อตัวลูกทั้งหมด" คุณสัมฤทธิ์กล่าว

 

ด.ช.ภานุพงษ์ เมฆศิริ, ด.ญ.ธมลวรรณ รินทร์ศรี และ ด.ญ.ณัฐญานัญ ฮะตระกูล นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนบุญวาทย์วิทยาลัย และ น.ส.พรกมล ฉัตรแก้ว, น.ส.อัมพร จอมคำ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนห้างฉัตรวิทยา ต่างก็เห็นถึงสิ่งที่พวกเขาได้รับจากการเข้าร่วมกิจกรรมเหมือนๆ กันคือ ความกล้าที่จะแสดงออก กล้าที่พูด กล้าคุย กล้าปรึกษาปัญหาต่างๆ กับพ่อแม่และครูมากยิ่งขึ้น ด้านพ่อแม่และครูก็มีความเข้าใจในตัวลูก และรับฟังความคิดเห็นของพวกเขามากขึ้น ความสัมพันธ์ ในครอบครัวก็เปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้นกว่าเมื่อก่อน

 

"พอมาร่วมกิจกรรมก็ทำให้พ่อแม่ และตัวเราเองรู้ว่าเราต่างคนก็คิดไปเองกันคนละทาง ก็เลยเข้าใจกันมากขึ้นคุยกันได้ทุกเรื่อง สามารถที่จะแสดงออกถึงความรู้สึกจริงๆ ได้ กล้าที่จะพูดกับคุณพ่อคุณแม่ด้วยเหตุผล" น.ส.พรกมล จากโรงเรียนห้างฉัตรกล่าว

"ในปีหน้าแผนงานฯ จะมุ่งไปสู่เด็ก และเยาวชนมากขึ้น โดยเราจะต้องกระตุ้นให้คนในสังคมช่วยกันออกมาสร้าง กระบวนการเรียนรู้ ในการส่งเสริมครอบครัวด้วยตัวของเขาเอง ทำให้เขารู้สึกได้ และเข้าถึงตรงนั้นให้ได้ ซึ่งการแก้ปัญหาสุขภาวะครอบครัว จะต้องทำด้วยการหยุดความทุกข์ และการสร้างความสุข 8 ข้อ คือ หยุดอบายมุข หยุดนอกใจ หยุดใช้ความรุนแรง หยุดภาวะหนี้สิน และสร้างความเอื้อเฟื้อแบ่งปัน สร้างและกระตุ้นให้เห็นว่าครอบครัวเป็นเรื่องสำคัญสูงสุด สร้าง และกระตุ้นให้มีการทำกิจกรรมร่วมกันในครอบครัว และสร้างให้เกิดการสื่อสารที่ดีระหว่างกัน และกันของสมาชิกในครอบครัว" นายวันชัย บุญประชา ผู้จัดการแผนงานสุขภาวะครอบครัว สสส.กล่าวสรุป

 

ขอขอบคุณ  หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์