Forteens

ทำไมลูกไม่อยากคุยเรื่องเพศสัมพันธ์กับพ่อแม่

ช่วงเทศกาลวันวาเลนไทน์มักจะมีเจ้าสำนักสำรวจทั้งหลายทำสารพัดโพลล์ออกมาเพื่อที่จะขับเน้นเรื่องการมีเพศสัมพันธ์ของวัยรุ่น ส่วนใหญ่มักจะเป็นแนวการตั้งคำถามชี้นำ หรือไม่ก็ตั้งธงไว้ก่อน เพราะฉะนั้น ผลสำรวจของกลุ่มวัยรุ่นจึงมักออกมาในท่วงทำนองประเภทตั้งใจจะมีเพศสัมพันธ์กับเพศตรงข้ามในวันนั้นหรือไม่ บางแห่งถามเรื่องสถานที่อีกต่างหาก สรุปกลายเป็นภาพพจน์ในทางลบซะมากกว่า ซึ่งก็สร้างความหนักใจให้กับคนเป็นพ่อแม่ และผู้ใหญ่ในสังคมยิ่งนัก

และกลายเป็นที่มาของนโยบายในปีนี้ที่ให้พ่อแม่เข้มงวดไม่ให้ลูกออกนอกบ้านหลัง 22.00 น.ในคืนวันแห่งความรัก

แน่นอนคนเป็นพ่อแม่ไม่ปรารถนาให้ลูกกลับบ้านดึกอยู่แล้ว แต่ควรจะเป็นชีวิตประจำวันที่พ่อแม่ปลูกฝังเรื่องความปลอดภัยให้กับลูกเป็นพื้นฐานอยู่แล้ว ไม่ใช่มาออกกฎห้ามเพียงค่ำคืนของวันวาเลนไทน์

แล้วก็ต้องพึงเข้าใจด้วยว่าการห้ามสิ่งใดกับเด็กกลุ่มวัยรุ่น ยิ่งเสมือนเป็นการยิ่งยุ และสร้างความท้าทายให้กับพวกเขาเข้าไปอีก ซึ่งเท่ากับยิ่งไปขับเน้นให้พวกเขาสนใจวันนั้น ๆ เป็นพิเศษ

สิ่งสำคัญควรสร้างรากฐานให้เด็กเข้าใจเรื่องเพศอย่างถูกต้องตั้งแต่เล็ก ระดับนโยบายภาครัฐควรส่งเสริมให้มีการให้ความรู้กับเด็ก และเร่งรณรงค์ให้เรื่องนี้เป็นเรื่องที่พ่อแม่และคนรอบข้างเด็กให้ข้อมูลที่ถูกต้องทุกระดับทั้งที่โรงเรียนและที่บ้านต่างหาก

แต่ประเด็นนี้กลับตรงกันข้าม เพราะจากข้อเท็จจริง หรือแม้แต่ผลสำรวจก็พบว่าเวลากลุ่มวัยรุ่นมีปัญหาเรื่องเพศ จะเลือกพูดคุยปรึกษากับเพื่อนมากที่สุด รองลงมาคือ แฟน ตามมาด้วยสื่อสารพัด ในขณะที่จะนึกถึงพ่อแม่หรือครูเป็นคนท้ายๆ ทั้งที่คนเป็นพ่อแม่ควรจะเป็นคนที่ลูกนึกถึงเป็นคนแรกในทุกเรื่องมิใช่หรือ..!!

ทำไมลูกถึงไม่อยากคุยเรื่องเพศกับพ่อแม่ บางทีอาจต้องกลับมาสำรวจตัวเองกันก่อนดีไหม ว่าคุณมีลักษณะเหล่านี้หรือไม่

หนึ่ง - ขาดความใกล้ชิด
สอง - ไม่ตอบข้อสงสัย
สาม - มองว่าเป็นเรื่องน่าเกลียด ไม่ควรพูดถึง
สี่ - ตอบไม่ชัดเจน ไม่ถูกต้อง ทำให้เด็กไปแสวงหาคำตอบจากที่อื่น
ห้า - ห้ามไม่ให้ดูภาพโป๊เปลือย
หก- ตำหนิเวลาลูกพูดเรื่องนี้ 

ถ้าพ่อแม่เข้าข่ายเหล่านี้ด้วย ก็เตรียมใจได้เลยว่าลูกจะเลือกเพื่อนในการพูดคุยเรื่องเพศอย่างแน่นอน

เราต้องไม่ลืมว่าเมื่อลูกกำลังเข้าสู่วัยรุ่น ต้องเจอะเจอกับภาวะการเปลี่ยนแปลงทั้งด้านร่างกาย จิตใจ อารมณ์ เป็นช่วงวัยของการปรับตัวและอยากรู้อยากเห็น พวกเขาจะให้ความสำคัญกับการเป็นพวกพ้อง อยากเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่ม และจะรู้สึกว่าตัวเองมีคุณค่าก็ต่อเมื่อเป็นที่ยอมรับในกลุ่มเพื่อน

สิ่งที่พ่อแม่ควรทำคือ เป็นคนที่ลูกไว้วางใจในทุกเรื่อง รวมถึงเรื่องการพูดคุยเรื่องเพศสัมพันธ์ด้วย ถ้าพ่อแม่พูดคุยกับลูกทุกเรื่อง และมีความใกล้ชิดสนิทสนมกันอยู่แล้ว ส่วนใหญ่ลูกก็กล้าที่จะพูดหรือถามพ่อแม่อย่างตรงไปตรงมา และเมื่อลูกถามอย่างตรงไปตรงมา แล้วได้รับคำตอบหรือคลายข้อสงสัย เมื่อเกิดข้อสงสัยอื่นๆ เขาก็พร้อมที่จะพูดคุยกับพ่อแม่ในเรื่องอื่นๆ ด้วย

พ่อแม่ต้องทำความเข้าใจด้วยว่า ไม่ว่าอย่างไรเมื่อลูกก้าวเข้าสู่วัยรุ่น อย่างไรเขาก็ต้องมีโลกส่วนตัว เขาอยากพูดคุยกับเพื่อนวัยเดียวกัน มีสังคมของตัวเอง บางเรื่องพ่อแม่ก็ต้องไม่ไปเซ้าซี้หรือพยายามทำทุกทางเพื่อให้เขาพูดคุยกับเราให้ได้ เพราะเขาอาจจะห่างออกไป

ทางที่ดีต้องปล่อยให้เขาเป็นตัวของตัวเอง โดยที่พ่อแม่แสดงตนให้เห็นชัดเจนว่าพร้อมรับฟังทุกปัญหาของลูก ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ถ้าลูกมีปัญหาสามารถปรึกษาพ่อแม่ได้ทุกเรื่อง ทำให้ลูกเกิดความไว้วางใจ แต่ไม่ใช่ไปก้าวก่ายในทุกเรื่องของลูก

เป็นธรรมดาที่พ่อแม่อยากรู้ความเป็นไปของลูก ก็อาจเป็นการพูดคุยแลกเปลี่ยนทัศนคติ พ่อแม่อาจเล่าเรื่องเมื่อครั้งเป็นวัยรุ่นว่าพ่อแม่คิดอย่างไร เมื่อยุคสมัยเปลี่ยน พ่อแม่ก็อยากรู้ว่าลูกคิดอย่างไรในเรื่องเดียวกัน

ถ้าเป็นลูกชาย ก็ควรให้พ่อทำหน้าที่พูดคุยว่าเป็นอย่างไรบ้าง เมื่อตอนพ่อเป็นวัยรุ่นมีอะไรที่เปลี่ยนแปลงไปบ้าง แล้วลูกล่ะ เป็นการพูดคุยเพื่อให้ลูกรู้สึกสบายๆ อย่าจงใจถาม หรือพูดลักษณะการสอนวิชาสุขศึกษา ควรพูดคุยให้เป็นเรื่องธรรมชาติระหว่างผู้ชายกับผู้ชาย 

หรือไม่ก็อาจอ้างถึงวัยรุ่นคนอื่นๆ เพื่อให้ลูกสบายใจว่า เราไม่ได้พูดถึงเรื่องของเขาคนเดียว เช่น การฝันเปียก การที่ลูกเริ่มมีอารมณ์ทางเพศ พ่อแม่สามารถคลายความอึดอัดให้ลูกได้ เพียงบอกว่ามันเป็นเรื่องปกติของร่างกายในวัยนี้ และการช่วยตัวเองในที่ส่วนตัวก็เป็นเรื่องปกติเช่นกัน

ถ้าเป็นลูกสาว ก็ให้เป็นหน้าที่ของแม่ที่ต้องรับบทพูดคุย และพร้อมให้คำแนะนำแก่ลูกด้วย

อาจชวนคุยเรื่องการมีรอบเดือน ให้เขารู้สึกว่าการมีรอบเดือนเป็นเรื่องปกติ ไม่ใช่เรื่องน่าอาย แต่เป็นกลไกธรรมชาติของร่างกายผู้หญิง รวมทั้งวิธีรักษาความสะอาดของร่างกายขณะมีรอบเดือน และการใช้ผ้าอนามัยและถือโอกาสพูดคุยด้วยว่าผลของการมีรอบเดือน ถ้ามีเพศสัมพันธ์โดยไม่ป้องกัน ก็มีโอกาสตั้งท้องได้ด้วย

นอกจากนี้ พ่อแม่อาจจะลองเลียบ ๆ เคียง ๆ ถามความคิดเห็นทั้งลูกชายและลูกสาวให้ลูกรู้จักประเมินสถานการณ์ในการคบแฟน การป้องกันตัวเองจากการมีเพศสัมพันธ์ที่ไม่ปลอดภัย และการดูแลป้องกันตัวเองจากภัยทางเพศในรูปแบบต่างๆ ด้วย

สาเหตุส่วนใหญ่ที่เด็กไม่อยากคุยเรื่องเพศกับพ่อแม่ ทั้งที่อยู่ในวัยที่อยากรู้อยากเห็น อยากรู้เรื่องเพศ แต่ไม่กล้าพูดคุย เพราะเกรงว่าพ่อแม่จะดุ และคิดว่าพ่อแม่ไม่เข้าใจตัวเอง

ในขณะที่คนเป็นพ่อแม่ส่วนใหญ่มักคิดว่า เรื่องเพศเป็นเรื่องในที่ลับ ไม่ควรพูดคุยเปิดเผย และคนที่จะคุยเรื่องเพศได้ต้องเป็นผู้เชี่ยวชาญ เป็นหมอ ครู หรือนักจิตวิทยา ซึ่งจริงๆ แล้วคนที่จะให้คำตอบเรื่องเพศกับลูกได้ดีที่สุดคือพ่อแม่หรือสมาชิกในครอบครัวที่ใกล้ชิด

ถ้าเข้าใจพัฒนาการตามวัยของลูก และพยายามสลายช่องว่างระหว่างวัย พ่อแม่ควรเป็นฝ่ายเริ่มต้นในการทำให้เรื่องเพศเป็นเรื่องปกติภายในครอบครัวให้ได้

เราคงอยากเป็นพ่อแม่ที่ลูกไว้วางใจและพูดคุยกับเราทุกเรื่องมิใช่หรือคะ…!!!

 

ขอขอบคุณ  หนังสือพิมพ์ผู้จัดการ