Forteens

จะให้ลูกฉลาดแบบไหนดี

วันเสาร์สบายๆวันนี้ ผมขอคุยเรื่อง “ ความฉลาดของเด็ก” สักวันนะครับ เพราะยังเศร้าใจไม่หายกับข่าวการฆ่าตัวตายของนักเรียนคนหนึ่ง ที่ผิดหวังสอบเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยในคณะที่ตัวเองตั้งใจไม่ได้

เรื่องนี้ผมเอามาจากหนังสือ คู่มือความฉลาดทางอารมณ์ ของ กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข ครับ

ความฉลาดของคน แบ่งออกได้เป็น 2 อย่างครับ

อย่างแรก เป็นความฉลาดทางเชาวน์ปัญญา การคิด การใช้เหตุผล การคำนวณ เรียกว่า “ ไอคิว” หรือ Intelligence Quotient เป็นศักยภาพทางสมอง ที่ติดตัวมาตั้งแต่เกิด

อย่างที่สอง เป็นความฉลาดทางอารมณ์ เป็นความสามารถในการรับรู้และเข้าใจ อารมณ์ของตนเองและผู้อื่น สามารถปรับหรือควบคุมให้เหมาะสมกับสภาพการณ์ เรียกว่า “ อีคิว” หรือ Emotional Quotient เป็นศักยภาพทางสมองเหมือนกัน แต่สามารถเรียนรู้และพัฒนาได้

ในการ วัดไอคิว นั้น เขาตรวจวัดด้วยข้อทดสอบ 11 ข้อดังนี้

1. ข้อมูลทั่วไป เพื่อตรวจสอบความสนใจความรู้รอบตัว 2. ความคิด ความเข้าใจ 3. การคิดคำนวณ 4. ความคิดที่เป็นนามธรรม โดยให้หาความเหมือน 5. ความจำระยะสั้น โดยใช้การจำตัวเลข 6. ภาษาในเรื่องการใช้คำ 7. การต่อภาพในส่วนที่ขาดหายไป 8. การจับคู่โครงสร้าง โดยดูจากรูปร่างหรือลวดลาย 9. การเรียงลำดับภาพเหตุการณ์ต่างๆ 10. การต่อภาพเป็นรูปด้วยการต่อจิ๊กซอว์ และ 11. การหาความสัมพันธ์ของตัวเองและสัญลักษณ์

แต่การ วัดอีคิว นั้น วัดด้วย 3 อย่าง คือ ดี เก่ง และ สุข ดังนี้

ดี คือ ควบคุมอารมณ์ความต้องการของตนเอง, เห็นใจผู้อื่น, รับผิดชอบ

เก่ง คือ รู้จักมีแรงจูงใจในตนเอง, การตัดสินใจแก้ปัญหา, มีสัมพันธภาพกับผู้อื่น

สุข คือ ภูมิใจในตัวเอง, พอใจในชีวิต, มีความสุขสงบ

เพราะไอคิวสามารถวัดเป็นตัวเลขได้ คนจึงให้ความสำคัญกับไอคิวมาตลอด เด็กเรียนเก่งจะมีแต่คนชื่นชม เด็กเรียนปานกลางและเรียนแย่ มักไม่ได้รับความสนใจ หรือถูกดุว่า ทั้งๆที่เด็กเหล่านี้มีความสามารถด้านอื่น เช่น ดนตรี กีฬา ศิลปะ เพียงแต่ไม่ถนัดทางวิชาการเท่านั้น

ถ้าจะถามว่า เด็กที่ฉลาดทางไอคิว กับเด็กที่ฉลาดทางอีคิว จะ เลือกอย่างไหน ผมตอบแบบฟันธงเลยว่า ขอเลือกแบบฉลาดทางอีคิวหรืออารมณ์ครับ

อีคิวมีผลอย่างมากต่อการดำรงชีวิต ความสงบสุขในครอบครัวและชีวิตคู่ เพราะคนที่ฉลาดทางอารมณ์จะมีความรัก ความเข้าใจ และยอมรับ ในข้อบกพร่องของผู้อื่น

ปัญหาความแตกแยก หย่าร้าง ล้วนเกิดจากการไม่พยายามทำความเข้าใจ ซึ่งกันและกัน หรือยอมรับในข้อบกพร่องของอีกฝ่าย เมื่อมีปัญหาก็ไม่หันหน้า มาคุยกันด้วยดี บางทีก็ใช้ความรุนแรง ความฉลาดทางปัญญาจึงไม่ใช่ปัจจัยที่จะ ทำให้คนสองคนอยู่รอด ตรงกันข้าม คนเก่งสองคนอยู่ด้วยกัน แล้วไม่ยอมกัน พยายามจะเอาชนะคะคานกัน อนาคตคงไม่พ้นการหย่าร้างแน่นอน

ด้วยเหตุนี้ คนเก่งจำนวนไม่น้อยที่ประสบความสำเร็จในหน้าที่การงาน แต่ไม่ประสบความสำเร็จในชีวิตคู่และครอบครัว

การฝึกให้ลูกมีอีคิวความฉลาดทางอารมณ์ ผมจึงเห็นว่าสำคัญกว่าความฉลาด ทางไอคิวหรือปัญญา ถ้าคนเราอารมณ์ดีตลอดเวลา ปัญญาก็เกิดมาเอง เพราะความฉลาดทางอารมณ์=ฉลาดคิด+ฉลาดพูด+ฉลาดทำ

ฉลาดคิด คือ ควบคุมความคิดได้ คิดในทางที่ดี คิดในทางสร้างสรรค์ ฉลาดพูด คือ เลือกพูดแต่สิ่งที่ดีมีประโยชน์ หลีกเลี่ยงคำพูดที่จะทำให้ตนเองและผู้อื่นเดือดร้อน ฉลาดทำ คือ ทำเป็น ไม่ใช่แค่ทำได้ มีความรู้ เชี่ยวชาญในงานนั้นๆ

มาสอนลูกให้เป็น “ เด็กอีคิวฉลาดทางอารมณ์” เถอะครับ แล้วครอบครัวจะอยู่เย็นเป็นสุขไปชั่วลูกชั่วหลานเลยทีเดียว.


 

ขอขอบคุณ ไทยรัฐ