Forteens

แนะพ่อแม่ล้อมรัก ป้องกันสารพัดภัยให้ลูก

สถานการณ์ความไม่ปลอดภัยที่เกิดขึ้นกับเด็ก ที่กำลังเป็นปัญหาในขณะนี้ คงหนีไม่พ้น "แก๊งรถตู้ลักพาเด็ก" ที่กำลังระบาดในช่วงเด็กปิดเทอม ซึ่งพ่อแม่ ผู้ปกครองควรต้องระมัดระวัง และใส่ใจเรื่องความปลอดภัย ของเด็กมากขึ้น ทั้งความปลอดภัยทางด้านกายภาพ และด้านบุคคล

นาย สรรพสิทธิ์ คุมพ์ประพันธ์ ผู้อำนวยการมูลนิธิศูนย์พิทักษ์สิทธิเด็ก กล่าวว่า สังคมไม่ปลอดภัยสำหรับเด็กนั้นมีมานาน แต่เมื่อก่อนผู้ใหญ่ดูแลเอาใจใส่เด็กมากกว่าปัจจุบัน และมีระบบช่วยแก้ปัญหาในกรณีที่ผู้ปกครองไม่สามารถดูแลเอาใจใส่ เด็กบางรายได้ มีระบบเครือญาติช่วยทดแทน

ปัจจุบันพ่อแม่ ผู้ปกครองตระหนักเรื่องความปลอดภัยของเด็กลดลง และขาดความเข้าใจในเรื่องพัฒนาการเด็ก ที่เชื่อมโยงกับเรื่องความปลอดภัย ทำให้ไม่เข้าใจว่าศักยภาพ ของเด็กในการปกป้องตนเองนั้นมีน้อย โดยเฉพาะเกี่ยวกับการป้องกันตัวเองจากภัยต่างๆ เด็กยิ่งไม่มี ต้องสอน ต้องจัดระบบดูแลคุ้มครองให้เด็ก ไม่ควรปล่อยให้เด็กคิดเอง แก้ปัญหาเอง จะเห็นได้ว่าเด็กเล็กๆ ไปโรงเรียนเองกลับบ้านเอง

ปัญหาพื้นฐานหลักอยู่ที่พ่อแม่ผู้ปกครองไม่เข้าใจพัฒนาการเด็ก ไม่ตระหนักถึงความอ่อนแอ ที่เด็กปกป้องตัวเองไม่ได้ เป็นปัญหาที่ร้ายแรงมาก ซึ่งถือเป็นปัญหาพื้นฐาน ที่ทำให้เกิดอันตรายทั้งหมด เพราะเมื่อพ่อแม่ หรือผู้ที่เกี่ยวข้องกับการดูแลเด็กทั้งหมด ไม่ได้นึกถึงก็เกิดอันตรายตามมามากมาย เช่น ปล่อยเด็กไว้ตามลำพัง บาดเจ็บ พิการ ตาย และหาย เป็นผลตามมา เพราะไม่ได้ตระหนักในพัฒนาการเด็ก และความสามารถในการปกป้องตนเอง ผู้ใหญ่มักคิดว่าตัวเองไม่มีอันตรายใด แต่เด็กไม่เหมือนกัน เพราะเด็กไม่เหมือนผู้ใหญ่ เป็นสิ่งที่พ่อแม่ต้องทำความเข้าใจ ถ้าเข้าใจตรงจุดนี้ปัญหาความไม่ปลอดภัย ที่มีในปัจจุบันก็คงไม่เกิดขึ้นกับเด็กๆ

พ่อแม่ผู้ปกครองควรใส่ใจเรื่องความปลอดภัยสำหรับเด็ก ให้ครอบคลุมทั้ง 3 ด้านคือ

 

1. การจัดสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยสำหรับเด็ก เช่น บันไดขึ้นลง ลูกกรงควรจะถี่ ไม่ให้เด็กเอาตัว หรือศีรษะรอดเข้าไปได้ ประตู บ้านที่อยู่ติดถนน ควรมีประตูที่จะกันไม่ให้เด็กออกไปอยู่ตรงถนนได้ ถ้าอยู่บนตึกสูง คอนโดฯ ระเบียงต้องมีที่กั้นและสูงพอไม่ให้เด็กปีนป่ายได้ ของเล่นที่อันตรายไม่ว่าชิ้นเล็ก หรือชิ้นใหญ่ที่มีอันตราย เช่น ใช้สีเป็นพิษ วัสดุเป็นพิษ บางทีมีอันตราย เช่น ของเล่นที่แช่น้ำแล้วพองตัว ถ้าเด็กเผลอกลืนเข้าอาจจะเสียชีวิตได้ ขณะที่เด็กอยู่ในวัยอยากรู้ อยากเห็น อยากสัมผัส

 

2. บริเวณที่ปลอดภัย ถ้าเด็กออกนอกบริเวณนั้น ถือว่าเด็กมีโอกาสเสี่ยง ต่อการได้รับอันตรายมาก ต้องจัดการให้เด็กกลับไปอยู่ในบริเวณที่ปลอดภัย ไม่ได้หมายความว่า จัดเป็นห้องแล้วเอาเด็กมายัดใส่ หมายถึงการกำหนดพื้นที่ เช่น เด็กแรกเกิดถึง 3 ขวบ ต้องอยู่ในระยะที่ผู้ใหญ่สามารถเอื้อมมือถึง วัย 3-6 ขวบ ควรอยู่ในระยะที่สายตามองเห็น อาจจะอยู่ไกลเอื้อมไม่ถึง แต่ว่าตาต้องมองเห็น

วัย 6-9 ขวบ ต้องให้ได้ยินเสียง คอยดูเป็นระยะว่าเด็กยังเล่นหรืออยู่ใกล้ๆ รึเปล่าในจุดๆ นั้น และอยู่อย่างปกติ เพราะเด็กวัยนี้อาจจะวิ่งเล่น และก่ออันตรายให้ตัวเองได้มีเยอะแยะ เช่น กระโดดจากที่สูงเลียนแบบทีวี เพราะเด็กวัยนี้ยังไม่มีวิจารณญาณในเรื่องของอันตราย การเรียนรู้ต้องเรียนรู้จากสังคมแวดล้อมด้วย ส่วนถ้าเด็กวัย 9-12 ปี ควรอยู่ในบริเวณที่กำหนด โดยที่ต้องมีการตรวจสอบเป็นระยะๆ เช่นกัน

 

สำหรับเด็กอายุ 12-15 ปี อาจจะเดินทางไปนอกบ้านได้ตามจุดที่กำหนด ไปตามลำพังได้ แต่ต้องมีการกำหนดวิธีการเดินทาง บริเวณปลอดภัย ว่าไปตรงไหนแล้วจะอันตราย ทำให้เด็กวินิจฉัยหรือวิเคราะห์ได้ว่าอะไรจะทำให้เกิดอันตรายกับเด็กได้บ้าง การเดินทางด้วยรถเมล์อย่างไรถึงจะปลอดภัย เดินไปบนฟุตปาธ ควรเดินทางด้านขวาเพื่อจะเห็นรถที่วิ่งสวนทางมา กฎเกณฑ์การใช้สระว่ายน้ำ จักรยาน สนามกีฬา เป็นเรื่องของ Safety zone บริเวณปลอดภัยสำหรับเด็ก

อายุ 15-18 ปี เดินทางไปไกลๆ ได้ ไม่ใช่ที่ผู้ใหญ่กำหนด แต่ผู้ปกครองต้องรู้ว่าเด็กกำลังไปไหนกับใคร ที่ไหน กำหนดเงื่อนไขของเวลา ไม่ควรไปตามลำพังสองต่อสองกับเพศตรงข้าม ไปในที่เปลี่ยว ที่มืด เงื่อนเวลาไม่ควรจะดึก เพราะดึกแล้วจะอันตราย เด็กผู้หญิงที่ถูกล่วงเกินทางเพศ หรือเด็กผู้ชายที่ไปล่วงเกินผู้อื่น มักจะกระทำหลังสี่ทุ่มเพราะเป็นเวลาที่ปลอดคน มืด มีจุดลับตาคนที่อาจก่ออาชญากรรมได้ง่าย ซึ่งเป็นเรื่องที่เด็กจะต้องเรียนรู้

 

3. กฎเกณฑ์แห่งความปลอดภัย ขึ้นอยู่กับวัยของเด็กเช่นกัน

สำหรับเด็กเล็กใช้กฎเกณฑ์ 3 ข้อ เป็นหลัก คือ 1. เด็กรู้สึกดีหรือไม่ดี 2. พ่อแม่หรือผู้ใหญ่ที่ดูแลเด็กจะรู้ หรือไม่ว่าเด็กจะทำอะไร อยู่ที่ไหน และไปกับใคร 3. สุดท้ายถ้าหากเกิดเรื่องอะไรขึ้นมา จะมีใครช่วยเหลือเด็กได้บ้าง จุดนี้จะสอนให้เด็กรู้จักวิเคราะห์ถึงสถานการณ์เสี่ยง และภัยใกล้ตัวที่มาจากบุคคล เป็นการป้องกันตัวเอง จากภัยทางเพศในระดับเบื้องต้นให้กับเด็ก

 

สำหรับเด็กโต ควรเพิ่มประเด็นการติดต่อสื่อสารกับพ่อแม่ในทุกเรื่อง เช่น มีปัญหาขอความช่วยเหลือจากใครได้บ้าง ใครจะเข้าไปช่วยเด็ก มีการจัดระบบเด็ก เด็กไปถึงโรงเรียนต้องมีผู้ใหญ่ 2-3 คนไปรอรับเด็ก หรือรอส่งเด็กกลับไม่ควรปล่อยให้เด็กอยู่ตามลำพัง ต้องสร้างกฎเกณฑ์ความปลอดภัยขึ้นมา เช่น ในโรงเรียน ห้องน้ำต้องไม่เป็นที่ลึกลับ ซับซ้อน ผู้ใหญ่เองจะเข้าห้องน้ำของเด็กไม่ได้ เด็กโตเข้าห้องน้ำเด็กเล็ก ต้องจัดระบบ เพราะเป็นสถานที่ลับตาคน จะเกิดการละเมิดสิทธิต่างๆ ของเด็กได้โดยง่าย เช่น บังคับให้เสพยาเสพติด ล่วงเกินทางเพศ ตกทรัพย์ รังแก ทำร้ายร่างกาย หรือแม้แต่ กฎเกณฑ์ที่บ้าน ซึ่งสมาชิกในบ้านไม่ใช่เพศเดียวกัน ไม่ใช่สามีภรรยา ไม่ควรอยู่ในห้องหรือในที่ลับตา ไม่ว่าจะพ่อกับลูกสาว แม่กับลูกชาย พี่สาวน้องชาย ก็ไม่ควรเช่นกัน

อย่าลืมว่า วัยเด็กยิ่งน้อยอันตรายยิ่งมาก ผู้ปกครองต้องเรียนรู้ เพราะอันตรายกับพัฒนาการของเด็กเป็นเรื่อง ที่มีความสัมพันธ์กันอย่างใกล้ชิดในทางผกผัน และเพิ่มความใน 3 เรื่องที่กล่าวไปข้างต้น เพื่อให้เด็กๆ มีชีวิตอยู่ในสังคมอย่างมีความสุข และปลอดภัย

 

ขอขอบคุณ หนังสือพิมพ์ข่าวสด