Forteens

เลี้ยงลูกให้ดี มีวัคซีนทางใจ

ปัจจุบันพ่อแม่จำนวนมากเลี้ยงลูกด้วยความรัก แต่ไม่ได้ฝึกฝนให้เด็กมีภูมิต้านทาน ต่อความทุกข์ เพราะไม่เคยเปิดโอกาสให้ลูกเผชิญต่อปัญหาในระดับ ที่เหมาะสมต่อวัยวุฒิของเขาเมื่อโตขึ้น จึงขาดทักษะ ในการจัดการกับปัญหาของชีวิต

วัคซีนทางใจ 3 ประการ ที่ต้องสร้างให้เกิดขึ้นในการเลี้ยงดูของพ่อแม่ และการศึกษาจากครูอาจารย์ เป็นไปเพื่อให้เขาเติบโตเป็นผู้ใหญ ่ที่มีความพร้อมในการดำเนินชีวิตได้แก่

1. ความนับถือตนเอง

2. วุฒิภาวะ

3. การแสวงหาความสุขในชีวิต

ความนับถือตนเอง

ความนับถือตนเอง ( Self-esteem) คือการตระหนักรู้ในคุณค่า ที่มีในตนเอง นำไปสู่ความภาคภูมิใจ

พูดภาษาชาวบ้านง่ายๆ ก็คือ “ ความรักในตนเอง ” รักตัวเองให้เป็น ก็ต้องเห็นตัวเองให้ชัด วิธีการเลี้ยงลูก ให้พัฒนาความนับถือตนเองมี 3 ขั้นตอนง่ายๆ ดังนี้

1. ศักยภาพของตนเอง ว่าเรามีความสามารถอะไรเป็นพิเศษ เรียนวิชาไหนแล้วชอบหรือมีความสุข ซึ่งเด็กแต่ละคนจะมีลักษณะนิสัย หรือศักยภาพไม่เหมือนกัน การเลี้ยงดูหรือการศึกษาจึงต้องพัฒนาความสามารถให้ตรง กับตัวเด็กมากที่สุด โดยไม่จำเป็นต้องเรียนหนังสือ หรือเลือกคณะวิชาไปตามกระแสค่านิยมของสังคม ซึ่งอาจไม่ตรงกับใจตัวเอง

2. กำหนดจุดมุ่งหมายของชีวิต คุณสมบัติของจุดมุ่งหมายนั้น ต้องมีคุณสมบัติ 2 อย่างคือ

•  มีความทัดเทียมกับศักยภาพของตนเอง ไม่สูงหรือต่ำเกินไป ถ้าสูงเกินไปก็เป็นฝันกลางวัน ถ้าต่ำเกินไปก็ดูถูกตัวเอง

•  ต้องสามารถกำหนดเป็นมโนภาพ ( Visualization) ในใจว่าอนาคตโตขึ้นเราอยากเป็นอะไร บังเกิดเป็นแรงดลบันดาลใจ และมีพลัง

3. ขยัน มุมานะ พากเพียรพยายาม (effort) เพื่อเป็นพลังหรือแรงขับดันให้ชีวิตมุ่งมั่น สู่จุดหมายที่ตั้งไว้ ตรงข้ามกับความขี้เกียจหรือรักสนุก ชอบสบาย ( comfort)

การพัฒนาทั้ง 3 ขั้นตอน จะนำไปสู่ความสำเร็จ เป็นเครื่องหล่อเลี้ยงความภูมิใจในตนเอง นำไปสู่สภาวะจิตที่สูงส่ง และไม่ดึงชีวิตตัวเองไปสู่ความเสื่อม เช่น เที่ยวกลางคืน เล่นการพนัน ติดยาเสพติด มีเพศสัมพันธ์ในวัยเรียน ฯลฯ

อุปสรรคอย่างหนึ่ง ของการพัฒนาความนับถือตนเอง คือ ระบบการศึกษาที่เน้นการเรียนเก่ง เช่น สอบได้ที่ 1 ถึงที่ 3 หรืออย่างน้อยก็ต้องได้เลขตัวเดียว จึงจะเป็นที่ชื่นชมของพ่อแม่ และครูอาจารย์ ในขณะที่นักเรียนอีก 30-40 คนที่เหลือ ในห้องก็ไม่สามารถเกิดความปิติสุข จากการเรียนรู้

ผลที่สุดคือ การรวมกลุ่มของเด็ก ที่ไม่ประสบความสำเร็จในการศึกษา จึงไปแสวงหาความสุขจากที่อื่น เช่น ขับรถซิ่งแข่งกัน มีเซ็กซ์เก็บแต้ม คุยโม้โอ้อวดเรื่องการใช้สินค้าแบรนด์เนม หาแฟนรวย ทั้งหมดนี้เพื่อสร้างความรู้สึกว่าตนยังมีคุณค่าอยู่ อย่างน้อยก็ได้รับการยกย่องจากสมาชิกใน “ สังคมเล็กๆ ” ของตนเอง เช่น

“ ถึงแม้ว่าลูกสอบได้คะแนนน้อย แต่ลูกยังมีความสามารถอีกหลายอย่างที่การสอบไม่ได้วัดผล ”

ความสามารถอีกหลายอย่างนั้น ถ้าเขายังไม่เห็น พ่อแม่ต้องเห็นได้จากการสังเกต และเราจะสังเกตรู้ได้ว่าลูกมีศักยภาพอะไร ก็ต่อเมื่อเรามีเวลาใกล้ชิด และรับฟังสิ่งที่เขาเปิดเผย แทนที่จะคิดว่าลูกจะต้องรับฟัง และเชื่อฟังเราฝ่ายเดียว

วุฒิภาวะ

วุฒิภาวะ ( Maturity) คือความสามารถในการยับยั้งชั่งใจ หรือควบคุมอารมณ์ความต้องการของตนเอง

พูดภาษาวัยรุ่น วุฒิภาวะ แปลว่า ความสามารถที่สมองส่วนคิดทำงาน มากกว่าสมองส่วนอยาก เพราะฉะนั้นต้องฝึกตอนที่สมองส่วนอยากทำงาน

1. เมื่อลูกอยากได้อะไร ต้องพูดคุยกันว่า จำเป็นหรือไม่ ถ้าสิ่งนั้นไม่ใช่สิ่งจำเป็น ต่อการดำรงชีวิต ก็ต้องยอมรับว่าไม่ควรได้ ไม่ควรมี

2. หากจำเป็นแต่มีข้อจำกัด ก็หาทางออกอย่างอื่นเพื่อตอบสนองเท่าที่ทำได้ ถ้าไม่มีเงินก็ไม่จำเป็นต้องซื้อหา มาเป็นเจ้าของเสมอไปเราสามารถเช่า หรือใช้บริจากจากแหล่งบริการมากมาย ที่มีในสาธารณะ

3. ถ้าจำเป็นต้องมีต้องได้ ก็อย่าเพิ่งรีบซื้อให้ทันที ต้องฝึกให้เด็กรู้จักการรอ ( Delay immediate gratification) หรือตั้งเงื่อนไขให้เป็นรางวัล ถือเป็นการฝึกวินัยในตนเอง ( self discipline)

ถ้าหากลูกอยากได้อะไร แล้วพ่อแม่ตอบสนองหามาให้ในทันที เด็กจะไม่รู้จักเรียนรู้ที่จะรอ เขาเคยชินต่อ การตอบสนองความต้องการของตนเอง ในที่สุดเมื่อเด็กควบคุมความต้องการ ของตนไม่ได้ แล้วจะคาดหวังให้เขายับยั้งชั่งใจใน เรื่องเพศได้อย่างไร

พ่อแม่หลายคนปรนเปรอลูกด้วยวัตถุ หรือการเสพ

สาเหตุ 2 ประการที่พบบ่อย ได้แก่

•  ไม่ต้องการให้ลูกเผชิญความผิดหวัง ซึ่งเคยเกิดกับตัวพ่อแม่ในวัยเด็ก อยากได้อะไรก็ไม่เคยได้

•  ชดเชยความรู้สึกผิดที่เรามีเวลาใกล้ชิดเขาน้อยเกินไป จึงตอบแทนเด็กด้วยของเล่นเงินทอง

ผู้ใหญ่จำเป็นต้องเป็นตัวอย่างของการดำเนินชีวิตอย่างมีสติ ไม่ถูกครอบงำด้วยกระแสบริโภค นิยมเสียก่อนไม่ถูกชักจูงง่ายจากสื่อโฆษณา เด็กจึงจะ “ เลียนและรู้ ” รูปแบบของการใช้ชีวิต ที่ไม่เน้นการแสวงหาวัตถ ุเพื่อสร้างความสุขให้แก่จิตใจ

การแสวงหาความสุขในชีวิต

ความสุขมีรูปแบบที่หลากหลาย แบ่งเป็น 4 ระดับเรียกว่า “4 ระดับความสุข จากสนุกสู่สงบ ”

1. มีกิจกรรมสนุกสนานจากกิจกรรมความบันเทิง ได้รับความเอร็ดอร่อยจากความสุขทางตา หู จมูก ลิ้น และผิวหนัง มักจำเป็นต้องซื้อหาด้วยเงิน หากไม่รู้จักควบคุมการเสพ ก็นำไปสู่ความทุกข์ร้อนเรื่องหนี้สิน

2. การเสพสุนทรียภาพของงานศิลปะ โดยไม่จำเป็นต้องซื้อหามาเป็นเจ้าของ แค่ชื่นชมจนนำไปสู่ความปิติ อิ่มเอิบ เบิกบาน และเกิดแรงดลบันดาลใจในชีวิต

3. ความสงบสบายจากการใกล้ชิดธรรมชาติ ท่ามกลางธรรมชาติ ย่อมโน้มนำใจให้ผ่อนคลายสดชื่นและเย็นใจ พร้อมความรู้สึกสำนึกในบุญคุณอันยิ่งใหญ่ของธรรมชาติ จนมิอาจคิดถึงเรื่องการทำลายหรือความโลภ

4. การดำเนินชีวิตอย่างพิจารณา มีสติในกิจวัตรประจำวัน และการทำงาน ในที่สุดเราจะบังเกิดความเข้าใจ ในสัจธรรมของชีวิต จนในที่สุดจิตของเรา ที่พัฒนาจนผ่อนคลาย จากการยึดติดในสิ่งต่างๆ นำไปสู่การดำเนินชีวิตไม่เป็นทุกข์

 

ขอขอบคุณ นพ.สุกมล วิภาวีพลกุล     นิตยสารหมอชาวบ้าน