Forteens

เกรดดี-เรียนเก่ง พ่อแม่สุข-ทุกข์ลูก!

ช่วงใกล้เปิดเทอม นอกจากเรื่องค่าเทอม ที่พ่อแม่เป็นกังวลแล้ว "ผลการเรียนของลูก" นับเป็นอีกเรื่องที่พ่อแม่หลายคนกังวล และคาดหวังเอาไว้อย่างสูงว่าลูกจะต้องได้เกรดที่ดี เรียนเก่ง เพราะถ้าผลการเรียนออกมาอยู่ในเกณฑ์ที่พ่อแม่ตั้งความหวังไว้ พ่อแม่จะรู้สึกมีความสุข และภาคภูมิใจในตัวลูก แต่ถ้าเมื่อไรเกรดตก หรือได้ต่ำกว่าเดิม พ่อแม่จะรู้สึกเครียดและเป็นทุกข์ พยายามเคี่ยวเข็ญลูกอย่างเต็มที่ สรรหาสถาบันกวดวิชา จัดตารางเรียนพิเศษให้ลูกหลังเลิกเรียน เรียนพิเศษวันหยุด และรู้สึกมีอารมณ์หงุดหงิดทุกครั้งเวลาคุยกับลูกเรื่องการเรียน แต่พ่อแม่รู้หรือไม่ว่าความสุขของพ่อแม่ที่มีต่อผลการเรียนของลูก ทำให้ลูกเป็นทุกข์ และเป็นผลให้ลูกรู้สึกเบื่อเรียน จนถึงขั้นไม่อยากเรียนหนังสือ 

ศ.เกียรติคุณ พ.ญ.วัณเพ็ญ บุญประกอบ กรรมการมูลนิธิศูนย์พิทักษ์สิทธิเด็ก ให้คำแนะนำสำหรับพ่อแม่ ที่เป็นกังวลเรื่องเรียนของลูกว่า พ่อแม่หลายคนมักเอาผลการเรียน ของลูกนำหน้าจนลืมว่าเด็กจะรู้สึกอย่างไร คิดอย่างไร มีความสุข ความทุกข์กับอะไรบ้าง ชีวิตของเด็กที่เต็มไปด้วยการเรียน โดยเฉพาะหากเด็กยังอยู่ในชั้นประถมต้น แล้วพ่อแม่ให้เรียนพิเศษหลังเลิกเรียนทุกวันๆ ละ 1 ชั่วโมง หรือทุกวันอาทิตย์อีก 3 ชั่วโมง เด็กย่อมจะเบื่อเรียน และเห็นการอ่านหนังสือเป็นเรื่องที่ไม่สนุก ไม่น่าทำ ผสมกับการที่พ่อแม่มีอารมณ์ไม่พอใจ ดุว่าเด็กบ่อยๆ เกี่ยวกับการเรียน เด็กจะเห็นการเรียนเป็นศัตรู และจะไม่ชอบการเรียนเป็นอย่างยิ่ง 

ชีวิตของเด็กจะพัฒนาเติบโตไปได้ดีหรือสมบูรณ์ขึ้นอยู่กับหลายๆ ปัจจัย และประสบการณ ์ที่เด็กได้มีโอกาสสัมผัส เด็กที่เอาแต่เรียน จะขาดทักษะในการดำเนินชีวิตหลายอย่าง ทั้งการพัฒนาด้านกล้ามเนื้อใหญ่-เล็ก ทักษะการใช้มือ สมอง การประสานร่วมกันของอวัยวะ การเห็น การได้ยิน การเคลื่อนไหว ทักษะสังคม การปรับอารมณ์ มนุษยสัมพันธ์ การแก้ปัญหา การตัดสินใจ ฯลฯ สิ่งต่างๆ เหล่านี้ เด็กที่เรียนอย่างเดียวจะไม่มีโอกาสเป็นตัวของตัวเอง ในการดำเนินชีวิตขาดการรู้จักเผชิญ และทักษะการแก้ปัญหาที่มีในชีวิตประจำวัน ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญมาก ในการดำเนินชีวิตต่อไปของเด็ก 

การเรียนของเด็กนั้นจะพัฒนา ให้ดีขึ้นได้ต้องฝึกฝน ฝึกหัดการพึ่งตนเอง ทำอะไรได้ด้วยตัวเอง หัดคิดเอง มีเหตุผลประกอบ แม้ระยะแรกๆ จะเป็นการคิดเข้าข้างตัวเองก็ตาม เด็กจะต้องมีประสบการณ์หลายอย่างตามธรรมชาติ และการใช้ชีวิตประจำวัน ผ่านการช่วยงานในบ้าน การเล่น การทัศนศึกษา หัดตัดสินใจ และหัดสังเกต สิ่งเหล่านี้ต้องมาจากความเป็นอยู่ในทุกๆ วัน มิใช่แต่นั่งเรียนหนังสือ และเรียนพิเศษอย่างเดียว 

ในการปฏิบัติเช่นนี้ เด็กจะหัดควบคุมอารมณ์ พฤติกรรม ฝึกความรับผิดชอบ ฝึกหัดทำไปทีละน้อย จากง่ายไปสู่ยากขึ้น งานชิ้นเล็กไปสู่ชิ้นที่ใหญ่ขึ้น เพื่อให้เด็กรู้สึกว่าตนทำได้ มีความภูมิใจ ประการสำคัญเด็กจะต้องได้รับความชื่นชม จากผู้ที่สำคัญที่สุดในชีวิตของเขา คือ พ่อ แม่ แทนการใช้อารมณ์ไม่พึงพอใจ ซึ่งพ่อแม่มักแสดงออกเสมอเวลาที่เด็กทำไม่ได้ตามที่หวัง 

บางครั้งการคาดคั้นให้เด็กเรียนเก่งๆ อาจทำให้เด็กรู้สึกว่าเรื่องการเรียน เป็นเรื่องที่เขาไม่มีความสามารถ เพราะผลออกมายังไม่เป็นที่พอใจของพ่อแม่ ทั้งๆ ที่ผลการเรียนออกมาอยู่ในเกณฑ์ที่ด ีหรือสูงกว่าเพื่อนๆ แล้วก็ตาม พ่อแม่กำลังทำให้เด็กเรียนตามที่สอน ตามที่บอกอยู่ตลอดเวลา เด็กไม่มีโอกาสได้คิดทำ พึ่งตนเองหรือริเริ่มทำอะไรบ้างไม่ว่าจะเป็นเรื่องการงาน การเล่น และประสบการณ์ภายนอกห้องเรียน 

พ่อแม่ลักษณะนี้กำลังทำให้เด็กเข้าใจว่า เรื่องการเรียนของเขานั้นเป็นความรับผิดชอบ ของพ่อแม่ หรือของครู ซึ่งเคี่ยวเข็ญเขา คอยสั่ง คอยตามให้ทำ มากกว่าให้เด็กรับผิดชอบเอง ประการสำคัญทำอะไรก็ไม่เป็นที่พอใจของพ่อแม่ ทำให้ถูกดุบ่อยๆ ย่อมทำให้เด็กรู้สึกท้อแท้ หมดกำลังใจ จนทำให้เด็กรับรู้ด้วยตัวเองว่า " เขาด้อยความสามารถ เขาทำเองไม่ได้ เขาไม่ต้องรับผิดชอบ" ฯลฯ ซึ่งเป็นอันตรายในการเรียนรู้ ของเด็กต่อไปในอนาคต 

พ่อแม่ไม่ควรเอาผลการเรียนของลูกมาเป็นเรื่องหลัก แต่ควรเอาจิตใจของลูกเป็นหลัก เพื่อพัฒนาเด็กให้มีกำลังใจ เกิดความรัก และไว้วางใจพ่อแม่ ดังนั้นพ่อแม่ควรชื่นชมลูกในด้านดี ควรฝึกหัดให้เด็กมีความรับผิดชอบ แม้จะทำได้บ้างไม่ได้บ้างก็ตาม 

พ่อแม่ควรคุยกับลูกเรื่องอื่นๆ อย่าเอาเรื่องเรียนมาเป็นข้อสนทนาเรื่อยๆ สนใจในสิ่งที่ลูกเล่น ลูกทำ เล่นกับเขา ระหว่างการเล่นมีการสอดแทรกสอนกฎกติกาการเล่นโดยเด็กไม่รู้ตัว เช่นการเล่นขายของ พ่อแม่เล่นเป็นคนซื้อ ให้ลูกคิดเลขเป็นคนขาย หรือถ้าลูกเป็นเด็กผู้ชายให้เล่นออกกำลัง เล่นเกม เพราะการเคลื่อนไหวจะช่วยพัฒนาสมอง แต่ต้องระวังไม่ให้เหนื่อยเกินไป จัดระเบียบชีวิตประจำวันให้ดี เป็นเวลาในการกิน เวลานอน เวลาเรียน เวลาเล่น เวลาทำการบ้าน เป็นต้น สิ่งเหล่านี้ต้องอาศัยระยะเวลา และความสม่ำเสมอในการฝึกหัด ที่สำคัญพ่อแม่ควรพยายามควบคุมอารมณ์ของตัวเอง 

นอกจากนี้พ่อแม่ควรเอาความสัมพันธ์ที่ดีของพ่อแม่ และลูกมาเป็นพื้นฐาน ฝึกระเบียบวินัยในความเป็นอยู่ ฝึกการช่วยเหลือตนเอง การงานในบ้าน เช่น ช่วยเช็ดโต๊ะ จัดโต๊ะ เก็บของ จัดกระเป๋า แม้ไม่เรียบร้อย ไม่สะอาดนัก เพียงแต่สอน และชมเมื่อเขาทำ เด็กยังอยู่ในระยะฝึกหัดย่อมจะไม่ถูกใจ แต่วันหนึ่งข้างหน้าเด็กจะทำได้ ซึ่งจะเป็นความภูมิใจของเด็กที่จะทำให้เขารู้สึกเป็นตัวเอง พึ่งตนเองได้ มีความสามารถทำได้ มีคนภาคภูมิใจเขา เด็กจึงจะรู้สึกอยากแข่งขันกับตัวเองให้ก้าวหน้าและดีขึ้น คุณสมบัติเหล่านี้เด็กจะนำไปใช้ในการเรียน การรับผิดชอบการเรียน รักเรียน อยากเรียน มีกำลังใจ 

กำลังใจและคำชื่นชมของพ่อแม่ถือเป็นยาชูกำลังขนานเอก ที่จะช่วยให้เด็กเติบโตขึ้นอย่างมีศักยภาพและพัฒนาตนเองได้ดีขึ้น 

สนใจจุลสารทอฝันปันรัก จุลสารเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตเด็กและครอบครัว หรือปรึกษาปัญหาพฤติกรรมเด็ก ติดต่อ มูลนิธิศูนย์พิทักษ์สิทธิเด็ก โทร 0-2412-0738, 0-2412-9834 www.thaichildrights.org