News

จริงดิ ! เด็กไทย 83 % สอบตกการอ่านหนังสือ

โดย บ้านเมือง ฉบับวันที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2560

สสส.จับมือมหาวิทยาลัยราชภัฎ 9 แห่ง พัฒนาทักษะอ่านออกเขียนได้-ความรอบรู้ด้านสุขภาวะ 200 โรงเรียน พบเด็กไทย 83% สอบตกการอ่าน เผชิญโจทย์ท้าทายทักษะความรอบรู้ทางสุขภาวะจากโรคทางพฤติกรรม

 

วันที่ 20 ก.ย. ที่โรงแรมเซนทารา ศูนย์ราชการ กรุงเทพฯ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ ร่วมกับมหาวิทยาลัยราชภัฎ 9 แห่ง จัดงาน “สานพลังเครือข่ายมหาวิทยาลัยราชภัฏเพื่อพัฒนาทักษะการอ่านออกเขียนได้และความรอบรู้ด้านสุขภาวะ” โดยดร.สุปรีดา อดุลยานนท์ ผู้จัดการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) กล่าวว่า ทักษะการอ่านออกเขียนได้เป็นทักษะพื้นฐานที่สำคัญ แต่จากสถานการณ์การอ่านของเด็กและเยาวชนไทยปัจจุบันยังคงน่าเป็นห่วงจากการประเมิน PISA ปี 2015 พบว่า นักเรียนไทยอายุ 15 ปี ส่วนใหญ่สอบตกวิชาการอ่าน โดยมีคะแนนอยู่ในระดับ 2 หรือต่ำกว่าถึง 83% นอกจากนี้ยังพบความเหลื่อมล้ำทางการเรียนรู้จากทักษะการอ่านระหว่างนักเรียนจากพื้นที่กรุงเทพฯและปริมณฑล ที่มีคะแนนสูงกว่านักเรียนพื้นที่อื่นๆ โดยห่างจากภาคที่มีคะแนนต่ำสุดคือภาคอีสานตอนล่างมากกว่าครึ่งระดับ หรือเท่ากับการเรียนรู้ที่ต่างกันเกือบหนึ่งปี

 

ดร.สุปรีดา กล่าวว่า ทักษะความรอบรู้ด้านสุขภาวะ เป็นอีกทักษะที่มีความสำคัญสำหรับการดำรงชีวิตอย่างมีสุขภาวะที่ดี เพราะโรคที่เกิดขึ้นทุกวันนี้ 2 ใน 3มาจากโรคที่เกิดจากพฤติกรรม โดยเฉพาะโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง รวมถึงการมีชีวิตที่มีสุขภาวะ ทั้งการรู้เท่าทันสื่อสังคมออนไลน์ สุขภาวะทางเพศที่เหมาะสม สสส.จึงร่วมกับมหาวิทยาลัยราชภัฎทั้ง 9 แห่ง ประกอบด้วย มหาวิทยาลัยราชภัฏอุตรดิตถ์ ลำปาง สุราษฎร์ธานี เพชรบุรี เลย มหาสารคาม พระนคร ยะลา และพิบูลสงคราม โดยมีโรงเรียนกลุ่มเป้าหมาย จำนวนกว่า 200 โรงเรียน ครอบคลุมทุกภาคของประเทศ เพื่อพัฒนานวัตกรรมการอ่านออกเขียนได้และความรอบรู้ทางสุขภาวะให้กับนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาในพื้นที่ ซึ่ง สสส. มีองค์ความรู้และแนวทางในการสร้างเสริมสุขภาพที่ถูกพัฒนาขึ้นผ่านแผนงานเชิงรุก ยินดีให้ความร่วมมือสนับสนุนงบประมาณ และชุดความรู้เพื่อผลักดันให้เกิดนวัตกรรมการแก้ปัญหาการอ่านออกเขียนได้และทักษะความรอบรู้ด้านสุขภาวะให้เข้าสู่ระบบงานประจำในระดับพื้นที่

 

ผศ.ดร.เรืองเดช วงศ์หล้า อธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฎอุตรดิตถ์ กล่าวว่า มหาวิทยาลัยราชภัฏมีจุดเน้นที่สำคัญคือเป็นสถาบันอุดมศึกษาเพื่อการพัฒนาท้องถิ่นโดยความร่วมมือในการทำงานร่วมเป็นเครือข่ายโรงเรียนและสถาบันราชภัฎ ในฐานะพี่เลี้ยงให้กับโรงเรียนเพื่อพัฒนานวัตกรรมการอ่านเขียนได้และความรอบรู้ทางสุขภาวะให้กับนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาในพื้นที่ โดยบูรณาการระหว่างโรงเรียน ชุมชน ท้องถิ่น และกลุ่มทางสังคม ตลอดจนการเสริมศักยภาพภาคีเครือข่ายให้เกิดเป็นกลไกการทำงานในพื้นที่ โดยให้คณาจารย์ บุคลากร และนิสิตนักศึกษาได้เรียนรู้จากประสบการณ์ตรงในการทำกิจกรรมร่วมกับชุมชนและสถานศึกษาในพื้นที่เป้าหมาย ให้ตระหนักถึงความสำคัญของการอ่านเขียนของเด็กในชุมชน