News

อย่า 'ข่มขืน' ซ้ำเหยื่อ เปลี่ยนความคิดใหม่ คนใกล้...อันตรายกว่า

โดย เดลินิวส์ (กรอบบ่าย) ฉบับวันที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2560

ประพงษ์ แหลมแจง รายงาน
          ปัญหาการคุกคามทางเพศปรากฏให้เห็นบ่อยครั้งไม่เว้นแต่ละวัน หนำซ้ำยังเป็นภัยใกล้ตัวโดยผู้ที่ตกเป็นเหยื่อส่วนใหญ่ คือเด็กและสตรี ที่ผ่านมาพบว่าการถูกคุกคามทางเพศ หรือการข่มขืน "เหยื่อกับผู้ที่ลงมือก่อเหตุ" มักเป็นคนรู้จักกันมาก่อน
          ดังเช่นกรณีเด็กหญิงวัยเพียง 15 ปี เข้าร้องทุกข์กับพนักงานสอบสวนสภ.โคกกลอย จ.พังงา หลังถูกชายฉกรรจ์หลายคนในพื้นที่เกาะแรด จ.พังงา ร่วมก่อเหตุข่มขืนกระทำชำเรา ตั้งแต่เดือนพ.ค.ปีที่ผ่านมาต่อเนื่องเป็นเวลานาน ทันทีที่เรื่องราวถูกเปิดเผยนำไปสู่การสืบสวนเรื่องราวติดตามผู้ก่อเหตุ ควบคู่ไปกับการหาทางออกของ ปัญหา ซึ่งไม่นานมานี้ในวงเสวนา "ข่มขืนพุ่ง รุนแรงเพิ่ม ตื่นเถิดประเทศไทย" จัดโดยเครือข่ายนักกฎหมายเพื่อเด็กและเยาวชนร่วมกับภาคีเครือข่าย ยกบทเรียนดังกล่าวเป็นกรณีศึกษาเนื่องจากเป็นเหตุการณ์ที่ผู้ถูกกล่าวหาเป็นคนในชุมชนเดียวกัน ทำให้ขั้นตอนการคุ้มครองพยาน เพื่อรักษาข้อเท็จจริงในรูปคดีต้องทำอย่างเข้มงวด
          นางทิชา ณ นคร ผอ.ศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชนชาย บ้าน กาญจนาภิเษก ระบุ กรณีดังกล่าวเกิดขึ้นตั้งแต่ มี.ค. จนถึงวันที่ 31 ส.ค.60 ที่มีการเปิดข้อมูลสู่การรับรู้ ของสังคม นับว่าเป็นเวลานานกว่าจะออกมาต่อสู้ในพื้นที่สว่างเพื่อให้สังคมรู้ถึงเหตุการณ์ ล่วงละเมิดที่ถูกกระทำ นั่นแสดงให้เห็นว่าตัวของผู้ถูกกระทำอยู่ในสถานะหลังพิงกำแพง ขณะเดียวกันกลับถูกตั้งคำถามเสมือนเป็นผู้ก่ออาชญากรรม ทั้งที่ตกเป็นเหยื่อ ต้องยอมรับคำประณาม แรงเสียดทาน รวมถึงสถานการณ์ที่บิดเบือน ตรรกะนี้ต้องถูกทบทวนครั้งใหญ่ ไม่เช่นนั้นจะกลายเป็นการเสริมอำนาจของผู้กระทำให้แข็งแรงขึ้น
          ทั้งนี้ เน้นถึงการให้ความสำคัญกับความรู้สึกและความสูญเสียของเหยื่อที่ถูกล่วงละเมิด ซึ่งการให้ความคุ้มครองพยานตามกระบวนการยุติธรรมอย่างเดียวคงไม่เพียงพอ โดยเฉพาะคดีที่อาจทอดเวลาไปยาวนานอาจมีผลกับพยานหลักฐานในคดีมีผลต่อการเอาผิดกับผู้เกี่ยวข้อง ขณะนี้ถึงเวลาที่สังคมต้องเปลี่ยน การคุ้มครองพยานในลักษณะนี้ต้องมีความเข้มงวดจริงจังและส่งแรงกระเพื่อมไปที่ผู้กระทำผิด ในทางกฎหมายหากเหยื่อที่ถูกกระทำทางเพศเข้าร้องขอความเป็นธรรม เหยื่อเหล่านี้ต้องได้รับการปฏิบัติอย่างมีศักดิ์ศรีและเห็นคุณค่าความเป็นมนุษย์
          "เหยื่อเหล่านี้ไม่ใช่ผู้ก่ออาชญากรรม ต้องจัดการอย่าให้เกิดการข่มขืนซ้ำ" นางทิชา กล่าว  ด้านนายฮานีฟ หยงสตาร์ เลขาธิการมูลนิธิมุสลิมเพื่อสันติ กล่าวว่า การคุ้มครองเด็กในช่วงแรกมีปัญหามาก เนื่องจากเด็กกับฝ่ายผู้ถูกกล่าวหาว่ากระทำผิดเป็นคนในพื้นที่เดียวกัน บางรายเป็นถึงญาติของเด็กเอง กระแสต่อต้านกล่าวหาเด็กมีสูง กระบวนการในการคุ้มครองตัวเด็กให้มาอยู่ในความดูแลของหน่วยงานต่าง ๆ ในขณะนั้นค่อนข้างช้า แต่หลังจากมีการนำเสนอข่าวออกไปว่าเด็กมีภาวะเสี่ยง หน่วยงานต่าง ๆ ก็ยื่นมือเข้ามา ต้องย้ำว่าในกรณีที่เกิดขึ้นกับเด็กความรวดเร็วในการกันเด็กออกนอกพื้นที่มาอยู่ในที่ปลอดภัยเป็นเรื่องสำคัญ
          จากการพยายามเสาะหาข้อเท็จจริงจากฝั่งเหยื่อรวมถึงพยานแวดล้อม ทำให้เชื่อว่าคดีนี้ไม่ใช่คดีข่มขืนธรรมดา การนำเหยื่อไปกระทำความผิดนอกพื้นที่ มีพฤติกรรมบ่งชี้เรื่องการแสวงหาผลประโยชน์ มีการเรียกรับผลประโยชน์ในการกระทำความผิดซึ่งเข้าข่ายการค้ามนุษย์
          "ปัญหาข่มขืน โดยเฉพาะกับเด็กและเยาวชน ในอดีตส่วนมากเป็นการให้การแบบชี้นำ แต่ในปัจจุบันมีการแก้ไข กฎหมาย โดยมีทีมสหวิชาชีพเข้ามาร่วมสอบถามผู้ถูกกระทำซึ่งจะส่งผลให้คำให้การของผู้เสียหายมีน้ำหนักมากขึ้น นอกจากนี้การคุ้มครองผู้ถูกกระทำโดยเฉพาะเด็กจะต้องทำด้วยความรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ จากคดีที่เกิดความล่าช้าในการคุ้มครองเด็ก เนื่องจากติดเรื่องเทคนิคทางกฎหมาย อีกทั้งการทำงานของทุกฝ่ายควรมีเครือข่ายที่กว้างขวางกว่าที่เป็นอยู่ เพื่อนำเด็กออกจากพื้นที่ได้เร็วที่สุด" นายฮานีฟ กล่าว
          ขณะที่ นายจะเด็จ เชาวน์วิไล ผอ.มูลนิธิหญิงชายก้าวไกล ชี้ให้เห็นสถานการณ์การข่มขืน ล่วงละเมิดทางเพศในปัจจุบันนับวันจะมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น เห็นได้จากการเก็บข้อมูลข่าวที่นำเสนอทางสื่อสิ่งพิมพ์พบว่า เกินครึ่งหรือ 51.3% เป็นข่าวข่มขืน 13.7% ข่าวพยายามข่มขืน ส่วนความสัมพันธ์ของผู้ที่กระทำ เกือบครึ่งหรือ 40% เป็นคนคุ้นเคย 12% เป็นเครือญาติ คนในครอบครัว และ 8.7% รู้จักกันผ่านโซเชียล ขณะที่อายุผู้ถูกกระทำส่วนใหญ่ 26.4% อยู่ในช่วงอายุ 11-15 ปี และ 23.9% อยู่ในช่วงอายุ 16-20 ปี
          "จากสถานการณ์ชี้ชัดว่าแนวโน้มการข่มขืน มักมาจากคนใกล้ชิด คนคุ้นเคย เช่น กรณีที่ จ.พังงา เห็นชัดเจนว่าเป็นเพื่อนบ้าน ส่วนปัจจัยกระตุ้นให้ก่อเหตุ ยังมาจากเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และการใช้สารเสพติด ดังนั้น สิ่งที่สังคมต้องเรียนรู้และเฝ้าระวังมากที่สุดคือ คนใกล้ตัว อยากให้มองปัญหาคนใกล้ตัว ใกล้บ้านให้เป็นปัญหาใหญ่กว่าคนแปลกหน้า และกลุ่มเด็กเป็นกลุ่มที่น่าห่วงมากที่สุด ควรช่วยกันสอดส่องดูแล และไม่ควรใช้เงื่อนไขอำนาจชายเป็นใหญ่ไปกระทำต่อผู้หญิงและเด็ก ซึ่งจะเห็นว่าการใช้อำนาจ การทำร้ายผู้หญิงเกิดขึ้นถี่ และสถานการณ์มีความรุนแรงเพิ่มขึ้น เนื่องจากผู้กระทำไม่ได้เกรงกลัวการถูกลงโทษตามกลไกทางกฎหมาย อีกทั้งคนใกล้ชิดกฎหมายเป็นคนที่ใช้กฎหมายไปในทางไม่ถูกต้อง เช่น ให้ไกล่เกลี่ยยอมความ" นายจะเด็จ กล่าว
          นายเตชาติ์ มีชัย เครือข่ายนักกฎหมายเพื่อเด็กและเยาวชน กล่าวว่า ทราบว่าผู้ถูกกระทำอยู่ในภาวะเครียดมาก มีความรู้สึกด้อยค่า ที่ทำให้พ่อ แม่ ยาย และคนในครอบครัวเดือดร้อน ที่สำคัญเด็กมีความรู้สึกแย่ที่สังคม ชุมชน มองว่าเด็กโกหก ดังนั้น เจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ต้องทำความจริงของคดีนี้ให้ปรากฏโดยเร็ว และนำคนผิดมารับโทษทั้งหมดให้ได้ อีกทั้งต้องคุ้มครองผู้เสียหายให้เป็นไปตามหลักสิทธิมนุษยชน ทั้งนี้ แนะนำว่าไม่ควรให้เด็กกลับเข้าไปอยู่ในชุมชนหรือต้องไปชี้จุดเกิดเหตุ โดยอาจใช้วิธีอื่นใด เช่น การชี้ภาพสถานที่ ร่วมกับทีมสหวิชาชีพแทน เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม
          พฤติกรรมล่วงละเมิดทางเพศที่เกิดขึ้นแล้วคงไม่อาจกลับไปลบล้าง การแก้ไขที่พอทำได้คือกระบวนการยุติธรรมและสังคมที่ให้ความเป็นธรรมในฐานะ "เหยื่อ" คือ "ผู้ถูกกระทำ"