News

ตุ๊กตาวิเศษ เยียวยาใจเด็กถูกละเมิด

ข้อมูลข่าวโดย หนังสือพิมพ์ผู้จัดการ ออนไลน์ ฉบับวันที 14 มีนาคม 2560

สสส. เตือนขับรถเร็ว ทำวิสัยทัศน์อุโมงค์แคบ ยิ่งเร็ว ยิ่งมองไม่เห็นรอบข้าง ทำเกิดอุบัติเหตุง่าย ชี้ ไทยเกิดอุบัติเหตุบนถนนทางหลวงสูงถึงร้อยละ 76 เสียชีวิตร้อยละ 34 ผลิตคลิปสร้างความเข้าใจ

วันนี้ (13 มี.ค.) ที่โรงแรมริชมอนด์ จ.นนทบุรี นพ.คำนวณ อึ้งชูศักดิ์ กรรมการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และประธานคณะกรรมการบริหารแผนคณะที่ 1 สสส. แถลงข่าว “ลดเร็ว ลดเสี่ยง วิสัยทัศน์อุโมงค์ ฆ่าคุณได้ง่าย” จัดโดย สสส. สำนักงานเครือข่ายลดอุบัติเหตุ (สคอ.) และภาคีเครือข่าย ว่า องค์การอนามัยโลก (WHO) รายงานในปี 2558 ประเทศไทยมีผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุ 24,237 คน เฉลี่ย 2.6 คนต่อชั่วโมง คิดเป็น 66 คนต่อวัน สาเหตุหลักจาก “ความเร็ว” ทำให้ไทยมียอดผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางถนนสูงเป็นอันดับต้นๆ ของโลก สาเหตุส่วนใหญ่มาจากการขับขี่ด้วยความเร็วที่ไม่ปลอดภัย เมื่อเกิดอุบัติเหตุมีโอกาสเสียชีวิตสูง โดยความเร็วที่ปลอดภัย คือ เขตเมืองและชุมชน 50 กม./ชม. นอกเมือง 90 กม./ชม. จะช่วยลดอุบัติเหตุที่เกิดจากการใช้ความเร็วได้มากกว่าครึ่ง ทั้งนี้ จากรายงานสถานการณ์อุบัติเหตุทางถนนของประเทศไทย ปี 2558 ของมูลนิธิไทยโรดส์ พบว่า ร้อยละ 76 อุบัติเหตุบนทางหลวงเกิดจากการใช้ความเร็ว ส่วนใหญ่ไม่มีคู่กรณี แต่มีอัตราการเสียชีวิตถึงร้อยละ 34 ที่เกิดจากการใช้ความเร็วประกอบกับลักษณะทางกายภาพของถนนที่ไม่เหมาะสมกับการขับขี่ร่วมด้วย

 

นพ.คำนวณ กล่าวว่า สสส. ทำงานป้องกันและแก้ไขปัญหาอุบัติเหตุทางถนนอย่างจริงจังมากว่า 10 ปี ให้ความสำคัญกับพฤติกรรมการขับขี่ปลอดภัย โดยเฉพาะการใช้ความเร็วที่เป็นปัจจัยหลักการเกิดอุบัติเหตุ โดยการรณรงค์ในปี 2560 ได้เร่งสร้างความเข้าใจและตระหนักในประเด็นลดเร็ว ลดเสี่ยง ขับขี่ปลอดภัยบนท้องถนน โดยได้ผลิตและเผยแพร่ภาพยนตร์โฆษณาชุด “วิสัยทัศน์อุโมงค์...ลดเร็ว ลดเสี่ยง” สร้างความเข้าใจกับคนไทยเรื่องการขับขี่โดยใช้ความเร็ว ทำให้เหมือนการขับรถเข้าอุโมงค์ทำให้วิสัยทัศน์ในการมองเห็นไม่ดี เสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุได้ง่าย โดยได้เผยแพร่ผ่าน Facebook, You tube, Clip TVC ตลอดจนชุดข้อมูล, Infographic และติดตั้ง LED Billboard กระจายทั่ว กทม. ถึง 54 จุด ทั้งนี้ สสส. มองว่า หากคนส่วนใหญ่มีความเข้าใจเรื่องดังกล่าวมากขึ้นจะช่วยลดความเสี่ยง ลดการเกิดอุบัติเหตุจากการใช้ความเร็วลงได้อย่างชัดเจน

 

นพ.ธนะพงศ์ จินวงษ์ ผู้จัดการศูนย์วิชาการเพื่อความปลอดภัยทางถนน (ศวปถ.) กล่าวว่า วิสัยทัศน์อุโมงค์ คือ สภาวะที่เกิดขึ้นเมื่อขับรถเร็ว การมองเห็นด้านข้างจะแคบลงและโฟกัสแค่จุดตรงกลาง ซึ่งปกติสายตาจะมีองศาการมองเห็น 180 องศา มีมุมมองรับรู้ตื่นตัวที่ 20 - 30 องศาและมีเพียง 2 - 4 องศา ที่มองเห็นชัดเจน ที่เรียกว่า “Focal point” เช่น ถ้าขับรถที่ความเร็ว 90 กิโลเมตร/ชั่วโมง องศาการมองเห็นจะลดลงเหลือแค่ 50 องศา และหากมีวัตถุหรืออะไรมาตัดหน้า จะมีเวลาเพียง 2 วินาที ในการตัดสินใจแตะเบรก ซึ่งก็ใช้ระยะทาง 25 เมตร กว่ารถจะหยุดสนิทจะต้องใช้ระยะเบรกอีก 58 เมตร รวมระยะเบรกที่ต้องใช้ทั้งหมด 83 เมตร ดังนั้น การตอบสนองที่ช้าลงเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุและส่งผลให้มีความรุนแรงสูงมากขึ้น และหากมีสิ่งอันตรายข้าง เช่น เด็ก หรือ สุนัขวิ่งข้างทาง ข้ามถนนอย่างกะทันหัน หรือรถที่กำลังจะออกจากซอย หรือขับรถผ่านแหล่งชุมชน โรงเรียน ตลาด ฯลฯ ล้วนเป็นการเพิ่มความเสี่ยงมากยิ่งขึ้น ซึ่งยังมีคนจำนวนไม่น้อยที่ยังขาดความรู้และความเข้าใจในทฤษฎีนี้ จึงต้องสร้างความเข้าใจ เพราะจะส่งผลต่อการตัดสินใจหยุดรถและควบคุมรถ

พ.ต.ท.สมุโรจน์ โรจน์วงศ์สุวรรณ สารวัตรฝ่ายอำนวยการกองบังคับการตำรวจทางหลวง (งานยุทธศาสตร์) กล่าวว่า มาตรการป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนน จะมีทั้งประชาสัมพันธ์ การให้ความรู้ทางกฎหมาย บังคับใช้กฎหมายและร่วมแก้ไขปัญหาจุดเสี่ยง ก็เพื่อทำให้สถิติอุบัติเหตุบนท้องถนนลดลงมากที่สุด หรือ หากเพิ่มขึ้นก็อยู่ในอัตราไม่จะสูงเกินไปจนน่าเป็นห่วง ทั้งในและนอกเทศกาล ซึ่งกองบังคับการตำรวจทางหลวงได้สั่งการและกำชับให้ทุกหน่วยในสังกัดดำเนินการอย่างเข้มข้นและต่อเนื่อง แต่ก็ยังขาดความร่วมมือในการปฏิบัติตามกฎหมายจากประชาชนผู้ใช้รถใช้ถนนอย่างเต็มที่ ยังคงมองว่าตำรวจบังคับใช้กฎหมายเพื่อผลประโยชน์ อีกทั้งกฎหมายยังไม่เอื้อต่อการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่

 

โดยเฉพาะผู้ที่ถูกออกใบสั่งแล้วไม่ชำระยังไม่มีบทลงโทษที่รุนแรงที่สามารถทำให้ผู้กระทำยำเกรงได้จึงส่งผลให้สถิติการเกิดอุบัติเหตุทางถนนไม่ลดลงเท่าที่ควร ทั้งนี้ ที่ผ่านมา ได้มีการตรวจจับและตั้งด่านกวดขันวินัยทั้งด้านความเร็วและความผิดจราจรอื่นๆ ใน 10 ข้อหาหลัก ปี 2560 จับกุมรวม 458,907 ราย (ต.ค.59 - ก.พ.60) แยกเฉพาะจับกุมขับรถเร็วเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด ปี 2559 จับกุมรวม 872,367 ราย และในปี 2560 จับกุมรวม 379,215 ราย (ต.ค.59 - ก.พ.60)

นายกัญจน์ภวิศ ใจกว้าง อายุ 42 ปี ผู้ประสบเหตุจากการขับรถ Big Bike กล่าวว่า เมื่อปี 2558 ได้เดินทางกลับจากบ้านเพื่อน นึกสนุกอยากลองทำความเร็ว จึงถอดหมวกกันน็อกออกเพราะอากาศร้อน และขับด้วยความเร็ว 140 กม./ชม. รู้สึกว่าเหมือนมีอะไรมาวิ่งตัดหน้ารถอย่างกะทันหัน ตอนนั้นเห็นแค่แว๊บเดียวว่าคือสุนัขที่วิ่งไล่กันในป่าข้างทางและตัดหน้ารถ ทำได้เพียงแค่นับ 1 เท่านั้น ไม่มีเวลาแม้แต่จะเหยียบเบรกหรือตัดสินใจหยุดรถ รู้ตัวอีกทีสุนัขเข้าไปอยู่ในวงล้อด้านหน้ารถแล้ว ทำให้ล้อหลังยกและลอยขึ้น และไถลไปตามพื้น กระแทกจนกะโหลกศีรษะร้าว บาดแผลถลอกและสลบไป รู้สึกตัวที่โรงพยาบาลอีกหนึ่งถัดมา แพทย์บอกกะโหลกศีรษะร้าวเย็บไปถึง 40 เข็ม

 

“ตอนที่ขับเร็ว ยอมรับเลยว่ามองด้านข้างไม่ชัด จะเห็นชัดแต่ด้านหน้า ยิ่งกลางคืน ยิ่งเพิ่มเป็นสองเท่า

 

ถ้าใครขับรถด้วยความเร็วที่ 140 - 160 กม./ชม. อย่างผม จะรู้เลยว่าถ้ามีอะไรมาตัดหน้ากะทันหัน คุณต้องทำใจไว้เลย เพราะไม่มีเวลาแม้แต่จะตัดสินใจเหยียบเบรก ชนอย่างแน่นอน ผมยังโชคดีที่รอดตายมาได้ แต่จะมีสักกี่คนที่โชคดี และมีโอกาสรอดชีวิตหากขับรถด้วยความเร็วแบบผมในวันนั้น” นายกัญจน์ภวิศ กล่าวและว่า จากนั้นใช้เวลาพักฟื้นกว่า 1 ปี และตัดสินใจขายรถบิ๊กไบท์คันที่เกิดเหตุและไม่ได้ขี่มอเตอร์ไซค์อีกเลยจนปัจจุบัน เพราะยังมีอาการสั่น กลัว ความรู้สึกหวนกลับมาย้ำเตือนตลอดเวลา ไม่อยากเอาชีวิตไปเสี่ยง หรือหากขับไปชนคนอื่นอีกคัน ก็จะส่งผลกระทบไปอีกหลายครอบครัวที่ต้องสูญเสียคนที่รักจากอุบัติเหตุทางถนนเช่นเดียวกัน

 

นางจิตราภา เซี่ยงอึ๋ง อายุ 42 ปี ผู้ประสบเหตุจากขับรถจักรยานยนต์จนทำให้เป็นคนพิการ เล่าว่า ตอนนั้นคิดว่าตนเองขี่รถเก่ง เพราะอาชีพต้องขี่รถมอเตอร์ไซค์ไปส่งของทุกวัน คุ้นเคยกับรถดี ไม่น่าเป็นอะไร จึงตัดสินใจขี่รถจากกรุงเทพฯไปราชบุรีเพื่อเยี่ยมลูก ตอนขาไปไม่มีอะไรแต่ขากลับ ตนเองซึ่งปกติเป็นคนขี่รถเร็วและใช้ความเร็วสูงมาตลอด เข็มไมล์หน้าปัดมีเท่าไหร่จะใช้จนหมด ระหว่างทางนั้นมีรถบรรทุกสิบแปดล้อ วิ่งอยู่ข้างหน้า จึงคิดแซงจากเลนซ้ายไปเลนขวาด้วยความเร็วเต็มที่เพื่อให้พ้น แต่ด้วยความเร็วบวกกับแรงต้านของลมที่เกิดขึ้น ทำให้รถสะบัดและประคองไม่อยู่ ตนเองกระเด็นจากรถ หล่นกลางถนน รถบรรทุกหยุดไม่ทัน ล้อรถเหยียบขาแหลกละเอียดไป 1 ข้างและต้องถูกตัดขาทิ้ง ทำให้ตนเองกลายเป็นผู้พิการในทันที ซึ่งหากย้อนเวลาได้จะไม่ขับเร็ว ไม่ประมาท เพราะบนถนนมีความเสี่ยงตลอดเวลา การที่เราขับเร็ว เราจะไม่สนใจสิ่งรอบข้าง จะสนใจแต่ข้างหน้าอย่างเดียว ถ้ามีรถมาตัดหน้า หยุดรถไม่ทันชนปะทะแน่นอน สุดท้ายทำให้ชีวิตเปลี่ยน เตือนอย่าเสี่ยงกับอุบัติเหตุที่คุณมองไม่เห็น จนต้องกลายเป็นผู้พิการไปตลอดชีวิต