News

เมาแล้วขับระวัง! ปีใหม่นี้ สธ.ร่วมตำรวจ ‘เจาะเลือด’ ตรวจปริมาณแอลกอฮอล์ หากดีเล็งทำถาวร


โดย มติชน วันที่ 28 ธันวาคม 2560

เมื่อวันที่ 27 ธันวาคม นพ.ปิยะสกล สกลสัตยาทร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) กล่าวว่า ช่วงเทศกาลส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ 28 ธันวาคม 2560 – 3 มกราคม 2561 สธ.จะร่วมสร้างความปลอดภัยทางถนน โดยบุคลากรทางการแพทย์ทุกภาคส่วนจะช่วยลดการบาดเจ็บจากการจราจร และให้การช่วยเหลือผู้บาดเจ็บด้วยความรวดเร็ว เพื่อลดการเสียชีวิตระหว่างทาง โดยจะเปิดศูนย์ปฏิบัติการภาวะฉุกเฉินในส่วนกลางที่ สธ. ในระดับจังหวัดทุกจังหวัด เพื่อวิเคราะห์ข้อมูลการเกิดเหตุ ให้โรงพยาบาลทุกแห่งเตรียมความพร้อม โดยขยายคู่สายแจ้งเจ็บป่วยฉุกเฉิน 1669 เป็น 300 คู่สายทั่วประเทศ และรับผู้ป่วยให้เร็ว โดยใช้ชุดปฏิบัติการที่กระจายทั่วประเทศทั้งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น มูลนิธิ เอกชน และโรงพยาบาลต่างๆ ให้ถึงทีเกิดเหตุภายใน 10 นาที ไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ของการออกเหตุทั้งหมด ซึ่งปัจจุบันมีชุดปฏิบัติการครอบคลุมตำบลมากกว่าร้อยละ 90 และให้ทีมแพทย์ พยาบาลเชี่ยวชาญประจำห้องอุบัติเหตุฉุกเฉินพร้อมให้การรักษา 24 ชั่วโมง เพื่อให้ประชาชนเดินทางกลับถึงบ้านอย่างปลอดภัย มีความสุขช่วงปีใหม่อย่างอบอุ่นพ้อมหน้า โดยย้ำว่าดื่มไม่ขับ

 

พล.ต.ต.เอกรักษ์ ลิ้มสังกาศ ผู้บังคับการตำรวจสันติบาล 3 กล่าวว่า อุบัติเหตุทางถนนมีการเจ็บและเสียชีวิตสูง ถือเป็นเรื่องเศร้าใจ เพราะไทยกำลังจะมีสถิติเป็นที่ 1 ของโลก 2 สถิติ คือ ถนนที่อันตรายที่สุดในโลก และมีการเสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางถนนมากที่สุดในโลก ซึ่งปี 2561 อาจมีการประกาศออกมาอย่างเป็นทางการ สำหรับช่วงเทศกาลปีใหม่ 2561 สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) มีคำสั่งให้ตรวจปริมาณแอลกอฮอล์ผู้ขับขี่ทุกรายที่เกิดอุบัติเหตุ ซึ่งหากไม่ประมาทก็อาจโดนโทษเมาแล้วขับ หรือหากประมาทด้วยก็จะเป็นโทษ 2 เด้ง ซึ่งหากเมาแล้วขับผู้ขับขี่ก็ต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายต่างๆ เอง เพราะประกันภัยจะไม่รับประกัน

 

“เบื้องต้นหากเกิดอุบัติเหตุขึ้นจะตรวจวัดแอลกอฮอล์จากลมหายใจก่อน แต่หากบาดเจ็บต้องส่งโรงพยาบาล ก็จะทำหนังสือส่งแพทย์ในการเจาะเลือดตรวจแอลกอฮอล์ เพื่อนำข้อมูลมาประกอบสำนวนสอบสวน ซึ่งหากมาตรการดังกล่าวที่ทำช่วงปีใหม่นี้มีประสิทธิภาพ ลดความสูญเสียต่างๆ ลงได้ ก็จะเสนอ สธ.ให้ดำเนินการตรวจเลือดเพื่อวัดปริมาณแอลกอฮอล์เป็นการถาวร คือ เมื่อเกิดอุบัติเหตุจะตรวจทั้งหมด นอกจากนี้ จะเข้มในเรื่องดื่มแล้วขับ โดยเฉพาะถนนสายรอง และเอาผิดร้านค้าที่จำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์แก่เยาวชนที่อายุไม่ถึง 20 ปีด้วย ทั้งนี้ ต้องขอบคุณ สธ.ที่สนับสนุนโครงการนี้ และสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ที่สนับสนุนงบประมาณดำเนินการประมาณ 1.4 ล้านบาท” พล.ต.ต.เอกรักษ์ กล่าว

นพ.สุวรรณชัย วัฒนายิ่งเจริญชัย อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า กรมฯ จะตรวจเข้มการกระทำความผิดตาม พ.ร.บ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ. 2551 ในช่วง 7 วันอันตราย โดยเฉพาะในพื้นที่เสี่ยง 109 อำเภอใน 48 จังหวัด ที่มีผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตคิดเป็นร้อยละ 40 ของประเทศ

ทพ.สุปรีดา อดุลยานนท์ ผู้จัดการ สสส. กล่าวว่า อุบัติเหตุทางถนนมักเกิดในวัยรุ่น ส่วนใหญ่เป็นผู้ชายและหัวหน้าครอบครัว และเป็นการสูญเสียโดยไม่ได้ร่ำลา สสส.จึงสนับสนุนในการตรวจวัดแอลกอฮอล์ผู้ประสบอุบัติเหตุทุกราย และสนับสนุนการสื่อสารเพื่อให้เกิดความตระหนักเรื่องของการขับขี่ปลอดภัย โดยมีการทำสื่อที่กระตุกอารมณ์ถึงความสูญเสียจากการเกิดอุบัติเหตุ โดยใช้เพลง “คิดถึง” มีผู้เข้าชมแล้วกว่า 22 ล้านวิว แชร์กว่า 3 หมื่นครั้ง และมีผู้ร่วมแสดงความคิดเห็นด้วยความตระหนักว่าเป็นเรื่องใกล้ตัวจำนวนมาก และสื่อสารเรื่อง พ.ศ.นี้ใครๆ ก็ไม่ให้เหล้ากันแล้ว มียอดชมกว่า 11 ล้านวิว ซึ่งเป็นการต่อยอดมาจากให้เหล้าเท่ากับแช่ง นอกจากนี้ ยังสนับสนุนการจัดกิจกรรมทางเลือกในคืนวันข้ามปี คือการสวดมนต์ข้ามปีด้วย

 

“7 วันอันตราย วันที่เกิดเหตุมากที่สุดคือวันข้ามปี แม้จะเป็นวันที่กลับถึงบ้านแล้ว แต่ด้วยกิจกรรมที่ออกมาปาร์ตี้ และส่วนใหญ่มีความสัมพันธ์กับสุรา ก็ทำให้เกิดอุบัติเหตุขึ้น กิจกรรมสวดมนต์ข้ามปีจึงเป็นกิจกรรมทางเลือกที่ สสส.สนับสนุน ซึ่งก็กลายเป็นสัญลักษณ์ในการสื่อถึงประเทศไทย เมื่อมีการรายงานข่าวระดับโลกถึงกิจกรรมข้ามปีในแต่ละประเทศ โดยปีใหม่นี้ได้มีการร่วมกับสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) ทำบัตรลงนามตั้งสัจจะอธิษฐาน 3 แสนใบ และจัดสวดมนต์ข้ามปี อธิษฐานบารมี เลิกบุหรี่ทั่วไทยด้วย เพื่อเป็นการดึงความเสี่ยงออกจากคนไทย เพื่อให้ฉลองปีใหม่ร่วมกันอย่างสมบูรณ์” ทพ.สุปรีดา กล่าว