News

4ล้านครอบครัวไทยสูบบุหรี่

โดย หนังสือพิมพ์คม-ชัด-ลึกรายวันออนไลน์ฉบับวันที 7 เมษายน 2560

ครอบครัวไทยมีคนสูบบุหรี่ 4 ล้านครอบครัว ทำให้คนในครอบครัวที่ไม่สูบบุหรี่เสี่ยงเป็นโรคร้ายจากควันบุหรี่มือสองในบ้านสูงถึง 12 ล้านกว่าคน

ดร.ทพญ.ศิริวรรณ พิทยรังสฤษฏ์ ผู้อำนวยการ ศูนย์วิจัยและจัดการความรู้เพื่อการควบคุมยาสูบ (ศจย.) กล่าวถึง ผลการวิเคราะห์ข้อมูลการสุบบุหรี่ในครอบครัว จากการสำรวจพฤติกรรมการสูบบุหรี่ของประชากร ปีพ.ศ.2557 ของสำนักงานสถิติแห่งชาติ พบว่า มีครัวเรือนทั้งหมด 20,593,402 ครัวเรือน ซึ่งมีครัวเรือนที่มีคนสูบบุหรี่ 4,049,366 ครัวเรือน ทำให้คนไม่สูบบุหรี่ได้รับควันบุหรี่มือสองในบ้านสูงถึง 12,633,746 คน

 

ดร.จิราพร ชมสวน อาจารย์ประจำคณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ หัวหน้าโครงการทบทวนวรรณกรรมข้อมูลสนับสนุนการสื่อสารสาธารณะเพื่อการรณรงค์ลดการบริโภคยาสูบ ปีพ.ศ.2560 สนับสนุนโดยศูนย์วิจัยและจัดการความรู้เพื่อการควบคุมยาสูบ (ศจย.) และสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) เปิดเผยผลการศึกษา พบว่า การได้รับควันบุหรี่มือสองส่งผลกระทบต่อคนใกล้ชิดในครอบครัวไม่น้อยไปกว่าคนที่สูบบุหรี่

ซึ่งควันบุหรี่ทำให้คนใกล้ชิดมีความเสี่ยงเป็นโรคหลอดลมอักเสบ ปอดบวม หอบหืด หูอักเสบ โดยคนในครอบครัวของคนที่สูบบุหรี่มีโอกาสเป็นมะเร็งปอดมากกว่าคนในครอบครัวของคนที่ไม่สูบบุหรี่เป็น 2 เท่า และมีความเสี่ยงเป็นโรคหัวใจ 3 เท่า และเสียชีวิตเร็วกว่าปกติถึง 4 ปี รวมทั้งควันบุหรี่ยังส่งผลต่อผู้หญิงตั้งครรภ์ ทำให้มีโอกาสแท้ง ตกเลือดในระหว่างคลอดและหลังคลอดมากเป็น 2 เท่าของหญิงตั้งครรภ์ที่ไม่ได้รับควันบุหรี่ และลูกที่คลอดอาจมีน้ำหนักและความยาวตัวน้อยกว่าปกติ พัฒนาการทางด้านสมองช้ากว่าเด็กปกติ อาจมีความผิดปกติทางด้านระบบประสาทและระบบความจำ

 

และการที่มีคนสูบบุหรี่ในครอบครัว จะเป็นตัวอย่างที่ไม่ดีให้แก่สมาชิกในครอบครัว โดยถ้าในครอบครัวมีสมาชิกที่สูบบุหรี่ วัยรุ่นในครอบครัวนั้นมีแนวโน้มหรือมีความเสี่ยงสูงที่จะเป็นผู้สูบบุหรี่ในอนาคต ดังนั้นครอบครัวมีอิทธิพลอย่างยิ่ง ครอบครัวที่ให้ความรู้สึกอบอุ่นปลอดภัย จะทําให้ลูกมีความมั่นคงทางอารมณ์ เกิดความไว้วางใจ ลูกจะเรียนรู้จากพ่อแม่ในการประพฤติปฏิบัติในสิ่งที่เหมาะสม พฤติกรรมของลูกนั้นจะเหมือนกับพฤติกรรมของพ่อแม่ซึ่งเป็นต้นแบบของพฤติกรรม ดร.จิราพร กล่าว

ดร.ทพญ.ศิริวรรณ กล่าวต่อว่า สถาบันครอบครัวเป็นปัจจัยหลักปัจจัยหนึ่งที่ก่อให้เกิดพฤติกรรมการสูบบุหรี่ภายในครอบครัว ดังนั้นการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการสูบบุหรี่ควรจะเริ่มต้นจากสถาบันครอบครัวด้วยเช่นกัน ซึ่งสองปัจจัยหลักที่ทำให้ผู้สูบบุหรี่ตัดสินใจเลิกบุหรี่คือ คนในครอบครัวขอร้อง และการมีปัญหาสุขภาพ เพราะฉะนั้นความร่วมมือในระดับครอบครัวมีส่วนสำคัญมากต่อการเลิกสูบบุหรี่อย่างเด็ดขาด

โดยการให้สมาชิกในครอบครัวเป็นผู้กระตุ้นหรือให้คำแนะนำ จะมีผลทำให้ผู้สูบบุหรี่ได้ตระหนักว่า การสูบบุหรี่นอกจากจะส่งผลเสียต่อสุขภาพของตนเองแล้ว ยังส่งผลกระทบต่อคนในครอบครัว และเพื่อป้องกันไม่ให้ลูกริเริ่มพฤติกรรมการสูบบุหรี่ สิ่งที่ได้ผลดีที่สุดคือ การแสดงพฤติกรรมที่ตรงกับสิ่งที่พ่อแม่อบรมสั่งสอนลูก เพื่อเป็นต้นแบบที่ดีแก่ลูก

 

ดังนั้นมาเลิกบุหรี่กันเถิด เพื่อตนเองและครอบครัว ตาม “โครงการ 3 ล้าน 3 ปี เลิกบุหรี่ทั่วไทย เทิดไท้องค์ราชัน” ปีพ.ศ.2559-2561 โดยความร่วมมือและดำเนินการ ของ กระทรวงสาธารณสุข, สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.), ชมรมสาธารณสุขแห่งประเทศไทย มูลนิธิเครือข่ายหมออนามัย, สมาคมหมออนามัยสมาคมวิชาชีพสาธารณสุข, สมาคมอาสาสมัครเพื่อสังคมไทย (อสม.) และภาคีเครือข่าย เพื่อชักชวน เชิญชวน ท้าชวน ให้คนที่สูบบุหรี่เป็นประจำ เลิกสูบบุหรี่ให้ได้ 3 ล้าน ในระยะเวลา 3 ปี

ซึ่งโครงการฯ จะประสานความร่วมมือไปยังเครือข่ายสาธารณสุขทั้งส่วนกลางและส่วนภูมิภาค โดยให้เครือข่ายหมออนามัยระดับตำบล (รพ.สต.) อสม. ร่วมกับ เครือข่ายต่างๆ ช่วยคัดกรอง แนะนำให้ประชาชนเลิกบุหรี่ ป้องกันการกลับไปสูบ และปกป้องเยาวชนจากบุหรี่ สนใจติดต่อโครงการฯ ที่ www.quitforking.com หรือ สมัครได้ที่ รพ.สต. ใกล้บ้านทั่วประเทศ